
สามารถฯสรุป3จีใน8วัน
เลือก2บริษัทต่างชาติร่วมทุน ตกลงไม่ได้หันเป็นเอ็มวีเอ็นโอ
โพสต์ทูเดย์
— สามารถคอร์ป เล็งร่วมต่างชาติลงทุน 3จี กว่า 2 หมื่นล้านบาท พร้อมลุยประมูลงานรัฐ ปีนี้หวังเกือบ 2 หมื่นล้านนายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า กำลังเจรจากับพันธมิตรต่างชาติ 2 บริษัท หนึ่งในนั้นคือ บริษัท เอเชียต้า (AXIATA) ประเทศมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นของบริษัทอยู่ 24% ส่วนอีกบริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อ คาดการเจรจาจะเสร็จใน 7
–8 วันนี้ เพื่อร่วมลงทุนเข้าประมูลเป็นผู้ให้บริการเครือข่าย 3จี โดยบริษัทคาดว่ามูลค่าการลงทุนเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์จะต้องใช้งบกว่า 2 หมื่นล้านบาททั้งนี้ หากการเจรจาไม่สำเร็จ บริษัทอาจไม่ประมูล 3จี แต่จะลงทุนเพื่อเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ไม่ได้วางโครงข่ายเอง หรือ เอ็มวีเอ็นโอ (Mobile Virtual Network Operator : MVNO) เต็มรูปแบบ เช่น การตั้งคอลเซ็นเตอร์ การจัดทำระบบการจ่ายค่าบริการ หรือ บิลลิง จะใช้งบกว่า 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทเป็นเอ็มวีเอ็นโอของเครือข่าย 3จี ทีโอทีอยู่แล้ว
“
การจะดำเนินการประมูล 3จีหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดต้องดูเรื่องงบลงทุน เพราะต้องใช้งบลงทุนมหาศาลและมีความเสี่ยงสูง ส่วนการเป็นผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโอเต็มรูปนั้น เนื่องจากบริษัทมีประสบการณ์แล้วจึงคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ เพราะปัจจุบันบริษัทมีลูกค้า เอ็มวีเอ็นโออยู่กว่า 9 หมื่นราย คาดสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 แสนราย” นายวัฒน์ชัย กล่าวสำหรับการดำเนินงานของบริษัทในเครือที่อยู่ตลาดหุ้นเช่น บริษัทสามารถ เทเลคอม ครึ่งปีนี้จะเดินหน้าประมูลงานของภาครัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย ท่าอากาศยานไทย เป็นต้น เพราะเดือน ต.ค.นี้ งบประมาณปี 2554 จะนำออกมาใช้จ่ายได้ โดยบริษัทจะเน้นงานที่ให้รายได้คงที่และสม่ำเสมอเพิ่มขึ้น บริษัท สามารถ ไอโมบาย ครึ่งปีแรกขาย 9 แสนเครื่อง 89 หมื่นเครื่องขายไปต่างประเทศ แต่ที่เวียดนามขายไม่ดีจึงปิดไปเมื่อปลายปี ในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายโทรศัพท์ไตรมาสละ 9 แสนเครื่อง โดยมี 8
– 9 หมื่นเครื่องเป็นรายได้จากต่างประเทศ ได้แก่การขายตรงไปยังประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย บาเรนห์ และประเทศในตะวันออกกลาง ส่วนประเทศเวียดนาม เนื่องจากผลประกอบการที่ไม่ดีบริษัทจึงตัดสินใจปิดการดำเนินการไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา คาดว่าในครึ่งปีหลังของปีนี้จะมียอดขายใกล้เคียงกับครึ่งแรก ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายโทรศัพท์ของบริษัทอยู่ที่ 3.2 ล้านเครื่องนอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนพัฒนาโทรศัพท์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่สามารถใช้ระบบ 3จี ได้ ดังนั้นในครึ่งปีหลังนี้บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวรูปแบบโทรศัพท์ ไอโมบาย ใหม่ที่สามารถใช้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์ค และแอพพลิเคชั่นบนอินเตอร์เน็ตได้ โดยบริษัทคาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ราคาเริ่มต้นของโทรศัพท์สูงขึ้นจากปัจจุบันราคาเริ่มต้นเหลือ 1,900 บาท จากปีที่ผ่านมาที่ราคาเริ่มต้นที่กว่า 2,000 บาท
ส่วน บริษัท สามารถ โซลูชั่น ปีนี้คอลเซ็นเตอร์ ของบริษัทมีการเซ็นสัญญาดำเนินการงานเพิ่มขึ้นกว่า 9 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นในปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จากคอลเซ็นเตอร์จะอยู่ที่ 700
– 800 ล้านบาท จากปกติที่จะมีรายได้อยู่ที่ 500 – 600 ล้านบาทนายวัฒน์ชัย เผยต่อไปว่า รายได้ของบริษัทไตรมาส 2 รายได้รวม 4,355 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่กำไรสุทธิ 145 ล้าน เพิ่ม 19% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 สำหรับรายได้รวมในครึ่งปีแรกนี้รวม 8,869 ล้านบาท เติบโต 8% เทียบครึ่งปีแรกปีก่อน ส่วนทั้งปีนี้จากโครงการใหม่และเก่าที่ทยอยรับรู้รายได้ คาดจะได้เกือบ 2 หมื่นล้านบาทคาดว่าในครึ่งปีหลังนี้โครงการที่เซ็นสัญญาใหม่และเก่าจะทยอยรับรู้รายได้และคาดว่าจะมากกว่าครึ่งปีแรก โดยจะเป็นไปตามเป้าหรือเกินกว่าเป้าที่วางไว้ที่เกือบ 2 หมื่นล้านบาทอย่างแน่นอน







