
ออมสินขอแยกบัญชีให้กู้ประชารัฐ
ออมสินขอคลังแยกสินเชื่อประชารัฐเป็นบัญชีพิเศษ เหตุปล่อยกู้ช่วยกลุ่มเสี่ยง แถมคิดดอกต่ำจนอาจขาดทุน
ออมสินขอคลังแยกสินเชื่อประชารัฐเป็นบัญชีพิเศษ เหตุปล่อยกู้ช่วยกลุ่มเสี่ยง แถมคิดดอกต่ำจนอาจขาดทุน
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ขอกระทรวงการคลังแยกบัญชีโครงการสินเชื่อประชารัฐเพื่อประชาชน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2559 เนื่องจากเป็นโครงการที่ปล่อยกู้ให้กลุ่มที่มีความเสี่ยง รวมทั้งหากเกิดหนี้เสียขึ้นจะไม่ขอนำไปใช้วัดผลการทำงานของธนาคาร
นอกจากนี้ หากวิเคราะห์ดูผลตอบแทนอาจถึงขั้นขาดทุน เพราะเป็นการปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% ในปีแรก และปีที่ 2-5 คิดดอกเบี้ยคงที่ 1% ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ผู้ประกอบการอิสระรายย่อย เช่น พ่อค้า แม่ค้า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง กลุ่มแม่บ้าน ผู้รับจ้างทั่วไป สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึง 31 ธ.ค. 2559 นี้ วัตถุประสงค์เป็นการกู้เพื่อดำรงชีพ ทุนหมุนเวียน รวมถึงการแก้หนี้นอกระบบ
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับการปล่อยสินเชื่อปกติในโครงการธนาคารประชาชน ที่ล่าสุดมียอดสินเชื่อคงค้างกว่า 7.1 หมื่นล้านบาท มีผู้ที่ได้รับสินเชื่อกว่า 1.06 ล้านราย จะมีหนี้เสียอยู่ราว 5% แต่ในโครงการนี้อาจมีหนี้เสียตั้งแต่ 5-10% ได้ ธนาคารจึงขอกระทรวงการคลังแยกเป็นบัญชีพิเศษ แต่ไม่ได้ขอให้รัฐชดเชยความเสียหายให้
สำหรับเป้าหมายปล่อยกู้ คาดว่ามีผู้มาขอสินเชื่อประมาณ 1 แสนราย เฉลี่ยปล่อยกู้ 3 หมื่นบาท และสูงสุดที่ 5 หมื่นบาท/ราย หรือคิดเป็นวงเงินรวม 3,000 ล้านบาท และไม่มีเงื่อนไขเรื่องการปิดบัญชี ผู้กู้สามารถกู้และปิดบัญชีในปีแรกที่ยังไม่เสียดอกเบี้ยได้ เพราะถือเป็นโครงการที่ต้องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง
ขณะที่มาตรการ 2 คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนภายใต้นโยบายรัฐบาล โดยธนาคารออมสินจะพักการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี และขยายระยะเวลาชำระหนี้เพิ่มได้เท่ากับระยะเวลาพักชำระเงินต้น หรือขยายเวลาการชำระหนี้ได้ 2 เท่าของระยะเวลาคงเหลือตามสัญญาเงินกู้ แต่ไม่เกิน 20 ปี โดยผู้สนใจสามารถติดต่อเข้าร่วมรับความช่วยเหลือตามมาตรการนี้ได้ภายใน 31 ส.ค. 2559
นายชาติชาย ยังกล่าวถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (จีเอสไอ) เดือน มิ.ย. 2559 พบว่าส่งสัญญาณดีขึ้น โดยปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 46.3 จาก 43.6 ในเดือน พ.ค. เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลายลง ช่วยบรรเทาความกังวลในเรื่องรายได้ อีกทั้งระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลดลง แต่ประชาชนระดับฐานรากรู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันฟื้นตัวค่อนข้างช้า และกังวลปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ทรงตัวในระดับสูง รวมทั้งกังวลสถานการณ์เบร็กซิตที่อาจกระทบต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
สำหรับดัชนีจีเอสไอต่อสถานการณ์ใน 6 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากระดับ 44.2 ในเดือน พ.ค. มาอยู่ที่ระดับ 48.4 ในเดือน มิ.ย. สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนระดับฐานรากยังคงขึ้นอยู่กับทิศทางการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปที่จะส่งผลให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะเน้นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ พบว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกด้าน







