
ลงทุนอะไรในรอบนี้
....จิตรา อมรธรรม
ตลาดพักฐานมาได้ 4 วัน หลังจากขึ้นไปทำจุดสูงสุดในรอบนี้ที่ 878.63 จุด เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันเป็นส่วนใหญ่ว่าตลาดหุ้นไทยที่วิ่งขึ้นมาแทบจะรวดเดียว 157 จุด ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ ต้องการการปรับฐานเพื่อไปต่อ ที่ต้องปรับพักฐานในช่วงนี้ก็เพราะหมดข่าวดีให้ลุ้นเรื่องผลประกอบการในไตรมาส 2 และหลังจากนี้จะตามมาด้วยการทยอยขึ้นเครื่องหมาย XD ของหุ้นอีกหลายตัวในตลาด ซึ่งมีผลกดดันต่อการปรับขึ้นของดัชนีไม่มากก็น้อย ทางฝ่ายวิเคราะห์ของ บล.ฟินันเซียไซรัส (FSS) ประเมินว่าการพักฐานของดัชนีในรอบนี้จะอยู่ที่ระดับ 850 +/ จุด ตลาดยังเป็นขาขึ้น โดยยังคงให้เป้าดัชนีในสิ้นปี 2554 ไว้ที่ 1,100 จุด และมีแนวโน้มว่ากำลังจะปรับเป้าขึ้น!!
จากผลประกอบการไตรมาส 2/2553 ของบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศกันเกือบครบแล้วนั้น หุ้นทั้งหมดที่ FSS ศึกษา มีกำไรจากการดำเนินงานปกติที่ไม่รวมรายการพิเศษ 1.05 แสนล้านบาท ลดลง 6% จากไตรมาสแรก แต่เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นกลุ่มที่กดดันกำไรของตลาดมากที่สุด โดยกลุ่มนี้มีกำไรลดลง 11% จากไตรมาสแรก เพราะราคาน้ำมันและราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับลดลงจากในช่วงต้นปี และเพราะกำไรของกลุ่มนี้มีสัดส่วนถึง 40% ของกำไรรวมของทั้งตลาด จึงส่งผลให้กำไรโดยรวมลดลง
นอกจากกลุ่มพลังงานแล้ว กลุ่มผู้ประกอบการบ้านและคอนโดก็มีกำไรลดลงถึง 29% จากไตรมาสแรก เพราะนอกจากจะเผชิญปัญหาการชุมนุมที่ทำให้ยอดขายตกแล้ว ผู้ประกอบการยังมีต้นทุนภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มขึ้น เพราะหมดมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐตั้งแต่สิ้นไตรมาสแรก ทำให้ต่างเร่งโอนไปตั้งแต่ไตรมาสแรกกันมาก
สำหรับกลุ่มที่มีกำไรฟื้นตัวชัดเจนต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอาหาร (กำไรบวก 26% QQ) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (บวก 22% QQ) กลุ่มหลักทรัพย์ (บวก 15% QQ) กลุ่มบันเทิง (บวก 8% QQ) และกลุ่มธนาคาร (บวก 3% QQ) สำหรับกลุ่มหลักทรัพย์นั้นเป็นที่คาดหมายอยู่แล้วว่าผลกำไรจะดีขึ้น เพราะมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในไตรมาส 2/2553 อยู่ที่ 2.34 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 20% จากไตรมาสแรก และเพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และเป็นมูลค่าซื้อขายที่มากที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1/2547 อย่างไรก็ตาม กลุ่มหลักทรัพย์ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการเปิดเสรีของธุรกิจ การแข่งขันที่สูงขึ้นในด้านราคา อนาคตจึงยังไม่สดใสเท่าที่ควร แม้ว่ากลุ่มนี้จะจ่ายเงินปันผลงามก็ตาม แต่มีโอกาสขาดทุนจากราคาหุ้นได้ จึงไม่แนะนำ
การพิจารณาถึงผลกำไรที่ผ่านมารวมถึงแนวโน้มการทำกำไรในอนาคตจะเป็นปัจจัยสะท้อนถึงความน่าลงทุนของหุ้นนั้นๆ สำหรับการพักฐานของตลาดหุ้นรอบนี้ นักลงทุนหลายท่านมักถามดิฉันว่าซื้ออะไรดี ขอตอบว่ากลุ่มที่น่าสนใจยังคงเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายใน (Domestic Plays) เช่น กลุ่มธนาคาร (หุ้นเด่นที่ FSS แนะนำมาตลอดคือ KBANK ยกเว้นบางช่วง เช่น ช่วงนี้ที่ราคาหุ้น SCB ลงมาลึกเกินไป และทิ้งระยะห่างจาก KBANK มากเกินไป จึงแนะนำ SCB เพิ่มอีกหนึ่งตัว นอกจากนี้กลุ่มค้าปลีกก็น่าสนใจทั้ง CPALL และ BIGC ตัวเล็กลงมาหน่อย เช่น GLOBAL และ HMPRO ซึ่งเคยแนะนำไปก่อนหน้านี้ ราคาเริ่มแพงเกินไป หากปรับฐานลง 10% จึงจะเข้าซื้อใหม่ได้ ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กำไรที่ออกมาดีแล้ว และเดินหน้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และทำจุดสูงสุดของปีนี้ในไตรมาส 3/2553 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลขายของของกลุ่มนี้ ทั้ง KCE และ DELTA ก็ยังเป็นหุ้นที่ลงทุนได้ แม้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะเป็นปัจจัยลบกับกลุ่มนี้ แต่ทางฝ่ายวิเคราะห์ได้ประเมินแล้วว่าผลกระทบมีจำกัด ตราบใดที่ค่าเงินไม่ผันผวน การบริหารจัดการยังพอทำได้ และอย่าลืมว่าชิ้นส่วนวัตถุดิบก็ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบ 100% เช่นกัน จึงเท่ากับเป็นการประกันความเสี่ยงไปโดยธรรมชาติ
สำหรับกลุ่มอาหารและเกษตร เรียกได้ว่าช่วง 2 ปีนี้ (ปี 2552
–2553) เป็นปีทองของกลุ่มนี้ หุ้นหลายตัวในกลุ่มปรับขึ้นมาหลายเท่าตัวในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี (STA ปรับขึ้นมากว่า 10 เท่า GFPT ปรับขึ้นมาเกือบ 10 เท่า CPF ปรับขึ้นมาเกือบ 8 เท่า CFRESH ปรับขึ้นมา 5 เท่า) ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาสะท้อนผลประกอบการที่ออกมาดีมากอย่างต่อเนื่องหลายไตรมาสที่ผ่านมา แต่ดิฉันคาดว่าผลประกอบการของหุ้นหลายตัวได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ดังนั้นราคาหุ้นจึงน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปด้วยเช่นกัน หุ้นเหล่านั้น ได้แก่ CPF, STA และ TRUBB เป็นต้น ตรงข้ามกับบริษัทที่มีการขยายกำลังการผลิตหรือควบรวมกิจการเพื่อเติบโตต่อเนื่องในอนาคต เช่น GFPT, TVO และ TUF เรายังแนะนำต่อนอกจากนี้ ธุรกิจที่ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจก็สามารถลงทุนได้ เช่น MAJOR ที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปีนี้ตามการใช้จ่ายโฆษณา SITHAI ที่ธุรกิจหลักคือการผลิตและจำหน่ายพลาสติกและเมลามีนฟื้นตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสแรก หรือกลุ่มรับเหมา STEC, CK, SEAFCO, SYNTEC และ NWR ฟื้นตัวตามภาวะการก่อสร้างเช่นกัน
สำหรับกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นน้อยที่สุดในปีนี้ โดยดัชนีในปีนี้ปรับขึ้น 17% แต่ดัชนีกลุ่มพลังงานบวกเพียง 2% สอดคล้องกับกำไรที่ลดลง 14% QQ ในไตรมาสนี้ ขณะเดียวกันราคาน้ำมันก็ยังเคลื่อนไหวในกรอบ 75
–80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และดูจะผ่าน 80 เหรียญสหรัฐยาก รวมถึงประเด็นมาบตาพุดที่ยังไม่มีความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม กลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มใหญ่ และเป็นเป้าหมายในการซื้อของต่างชาติ หุ้นที่ลงทุนได้ในกลุ่มนี้ ได้แก่ PTTEP, PTT และ BANPU






