
ปรับเป้าดัชนีปีนี้ขึ้น
ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงขายในสัปดาห์แรกเพื่อลดความเสี่ยงจากประชามติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้ ที่ไม่สามารถคาดเดาผลได้ แต่เรายังเชื่อว่าไม่ว่าผลโหวตจะเป็นเช่นไร ไม่ทำให้การเลือกตั้งเดือน ก.ค.ปีหน้าเลื่อนออกไปอย่างมีนัยสำคัญ (เลื่อนไม่กี่เดือนเป็นไปได้) หากผลโหวตไม่รับร่างฯ ตลาดหุ้นอาจปรับฐานในกรอบ 1,460-1,480 จุด แต่หากรับร่างฯ น่าจะเห็นดัชนีแตะ 1,600 จุดก่อนสิ้นปี จากอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นจะปรับขึ้นก่อนเลือกตั้งยาวนานถึง 6-7 เดือน ล่าสุดฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ปรับ SET Target สิ้นปีนี้เป็น 1,650 จุด จากการปรับกำไรขึ้น และ Flow ที่มีทิศทางไหลเข้าต่อ หุ้นที่เราคิดว่าน่าสนใจ เช่น AAV, BEM, CK, SCB, TACC
ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงขายในสัปดาห์แรกเพื่อลดความเสี่ยงจากประชามติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้ ที่ไม่สามารถคาดเดาผลได้ แต่เรายังเชื่อว่าไม่ว่าผลโหวตจะเป็นเช่นไร ไม่ทำให้การเลือกตั้งเดือน ก.ค.ปีหน้าเลื่อนออกไปอย่างมีนัยสำคัญ (เลื่อนไม่กี่เดือนเป็นไปได้) หากผลโหวตไม่รับร่างฯ ตลาดหุ้นอาจปรับฐานในกรอบ 1,460-1,480 จุด แต่หากรับร่างฯ น่าจะเห็นดัชนีแตะ 1,600 จุดก่อนสิ้นปี จากอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นจะปรับขึ้นก่อนเลือกตั้งยาวนานถึง 6-7 เดือน ล่าสุดฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) ปรับ SET Target สิ้นปีนี้เป็น 1,650 จุด จากการปรับกำไรขึ้น และ Flow ที่มีทิศทางไหลเข้าต่อ หุ้นที่เราคิดว่าน่าสนใจ เช่น AAV, BEM, CK, SCB, TACC
ปรับ SET Target ปีนี้ขึ้นเป็น 1,650 จุด
ผ่านไป 1 เดือนเศษหลัง Brexit ปรากฏว่าทองคำและตลาดหุ้นเอเชียให้ผลตอบแทนชนะเลิศ +6.7% และ +5.7% ตามลำดับ และในบรรดาตลาดหุ้นเอเชีย SET ปรับขึ้นแรงเป็นอันดับ 3 (+4.5%) รองจากตลาดอินโดนีเซียและฮ่องกง สวนทางกับราคาน้ำมันที่ปรับลงกว่า 20% ที่น่าสนใจคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทุกช่วงอายุปรับลงแรงในช่วงแรกหลังเหตุการณ์ Brexit (เป็นธรรมดาเวลาตกใจ เม็ดเงินจะ Flight to Safety) จากนั้นปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบเท่าจุดเดิมก่อนปรับลง สะท้อนความกลัวที่คลี่คลาย เม็ดเงินไหลไปหาสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง
ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเมืองและเศรษฐกิจในยุโรป ขณะที่เศรษฐกิจไทยที่มีทิศทางฟื้นตัว และสภาพคล่องในตลาดโลกมหาศาล ทำให้ FSS เชื่อว่า Flow จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อไป เพราะสัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติที่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี FSS ปรับ SET Target สิ้นปีนี้ขึ้นเป็น 1,650 จุด จาก 1,500 จุด โดยปรับกำไรปีนี้ขึ้น 1.6% และปรับ PE ขึ้นเป็น 18 เท่า เท่ากับช่วงที่ Flow ไหลเข้า
กำไรของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 2 ปี 2016 ทำได้ดีกว่าคาด
กลุ่มธนาคารประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2016 เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ถือว่าน่าประทับใจ เพราะธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงขาเดียวในไตรมาสนี้ แทนที่จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) หดตัวลง แต่ NIM กลับเพิ่มขึ้นเป็น 3.42% จาก 3.36% ในไตรมาสก่อน เพราะบริหารต้นทุนได้ดีมาก ส่วนเอ็นพีแอลแม้ว่าจะยังเพิ่มขึ้น และ
ยังคงตั้งสำรองหนี้สูญสูงใกล้เคียงไตรมาสก่อน แต่ก็ทำให้ Coverage Ratio แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น SCB และ KKP เป็นธนาคารที่มีผลประกอบการเซอร์ไพรส์เราในเชิงบวกจากการบริหาร NIM ที่ดี เป็นสองธนาคารที่ FSS ปรับกำไรปีนี้ขึ้น 10% และ 18% ตามลำดับ และปรับเพิ่มราคาพื้นฐานของ SCB ขึ้นเป็น 171 บาท และ KKP ปรับขึ้นเป็น 61 บาท และเป็นหุ้นที่ชอบที่สุดในกลุ่มธนาคารในขณะนี้
BBL เป็นธนาคารเดียวที่ผลประกอบการน่าผิดหวังจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยตกต่ำ และค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานพุ่งเกินคาด เราคาดว่ากำไรของทั้งกลุ่มธนาคารในปีนี้จะทรงตัวใกล้เคียงปีก่อนที่ 1.91 แสนล้านบาท และคาดกำไรปีหน้าขยายตัว 10% เติบโตที่ดีที่สุดในรอบ 3 ปีจากการลงทุนที่กำลังกลับมา
ตัวเลขเศรษฐกิจของอังกฤษออกอาการไม่ดี เป็นความเสี่ยงในยุโรป
ดัชนี Flash PMI ภาคการผลิตและการก่อสร้างของอังกฤษในเดือน ก.ค. ทรุดลงแรง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง การบริโภคเริ่มแผ่ว เช่นเดียวกับการจ้างงานที่เริ่มชะลอ และเริ่มเห็นการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของอังกฤษมากขึ้น นอกจากนี้ อิตาลีมีการลงประชามติรับ/ไม่รับการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในเดือน ต.ค.นี้ ขณะที่ปีหน้าฝรั่งเศสและเยอรมนีมีเลือกตั้งเช่นกัน ประเด็นการออกจากยูโรโซนยังถูกยกมาหาเสียง เราคาดว่ายอดส่งออกของไทยในครึ่งปีหลังจะติดลบมากขึ้นกว่าครึ่งปีแรกที่หดตัว 1.6% เมื่อเทียบปีต่อปี และมองว่าปี 2560 จะยังคงติดลบ 1% หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกไม่ค่อยน่าสนใจนัก
การเมืองไทยชัดเจนขึ้นหลัง 7 ส.ค.นี้
การลงประชามติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เราคิดว่าไม่มีผลให้การเลือกตั้งปี 2560 ตามโรดแมปของ คสช. ต้องเลื่อนออกไป ดังนั้นไม่ว่าจะรับ/ไม่รับร่างฯ อาจกระทบบรรยากาศการลงทุนบ้างในระยะสั้นหากเสียงส่วนใหญ่ไม่รับร่างฯ แต่เชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนมีน้ำหนักมากกว่า และหากประชาชนส่วนใหญ่รับร่างฯ เชื่อว่าจะยิ่งทำให้ Fund Flow จากต่างชาติไหลเข้าไทยอีกระลอก







