
‘อี-เพย์เมนต์’ดันไทย พ้นกับดักรายได้ปานกลาง
หลังจากประเทศไทยประกาศก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการแก้ไขกฎหมายและสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล
โดย...ทีมข่าวเศษฐกิจโพสต์ทูเดย์
หลังจากประเทศไทยประกาศก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Economy)รัฐบาลได้เริ่มดำเนินการแก้ไขกฎหมายและสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประมูลคลื่น 4จี เตรียมการขยายเกตเวย์สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตให้รวดเร็วมากขึ้น และตามมาด้วยการพัฒนาระบบการชำระเงินแห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์)
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวในงานสัมมนาโพสต์ ฟอรั่ม เรื่อง “อี-เพย์เมนต์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นมานาน ทำให้การพัฒนาประเทศหยุดชะงัก ไม่มีการลงทุนใหม่ ทำให้ประเทศไทยติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ผลที่ตามมาคือการส่งออกไม่ดี เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี ก็เป็นเพียงความจริงส่วนหนึ่งเท่านั้น หากเทียบกับประเทศเวียดนาม เศรษฐกิจโลกไม่ดี แต่การส่งออกยังดีอยู่ เพราะที่ผ่านมาประเทศเวียดนามมีการลงทุนมาก หากต้องให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักนี้ต้องเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนปรับประสิทธิภาพของประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะ 10 อุตสาหกรรมไฮเทคที่รัฐบาลผลักดัน
นอกจากนี้ จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพทางการเงิน ซึ่งอี-เพย์เมนต์ตอบโจทย์นี้ ระบบอี-เพย์เมนต์ที่รัฐบาลทำไว้ให้จะเป็นเหมือนถนนที่ทุกคนสามารถเดินได้ จากเดิมที่ธนาคารเล็กทำถนนไม่ได้เพราะลงทุนไม่ไหว เมื่อระบบนี้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์จะลดต้นทุนของประเทศได้มหาศาล ทั้งลดการพิมพ์ธนบัตร การผลิตเหรียญกษาปณ์ ลดการรั่วไหลของภาษี ลดการคอร์รัปชั่น เพราะระบบจะตรวจสอบได้หมด และเพิ่มความโปร่งใสในด้านการเงินการคลัง
“ระบบอี-เพย์เมนต์ทำให้ต้นทุนของธนาคารลดลงจากการบริหารเงินสด ตั้งแต่เบิกธนบัตรจาก ธปท. ไปไว้ที่ธนาคารสาขาหรือตู้เอทีเอ็ม มีการประมาณการว่าจะประหยัดเงินได้ 4-5 หมื่นล้านบาท หากทำได้จะเป็นประเทศแรกที่สามารถก้าวข้ามประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางการเงิน” รมว.คลัง กล่าว
อภิศักดิ์ กล่าวว่า ต่อไปธนาคารต้องแข่งผลิตภัณฑ์ว่าของใครจะดีกว่า เมื่อทำอย่างนี้ก็เป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารที่มีเครือข่ายน้อยเข้าสู่ตลาด รวมถึงนันแบงก์สามารถเข้าสู่ถนนเส้นนี้ได้เหมือนกัน เกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์ เราเชื่อว่าผู้บริโภคได้ของดีราคาถูก ตอนนี้หลายธนาคารปรับตัว มีหน่วยงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ
“รัฐบาลนี้เหลือเวลาอีก 1 ปี จะวางระบบอี-เพย์เมนต์ให้จบในรัฐบาลนี้ โดยมี 5 เรื่องที่จะต้องทำ คือ เรื่องการผูกบัญชี Any ID นำหมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประชาชน เลขที่บัญชีเงินฝากมาผูกกัน ซึ่งขณะนี้เราเรียกว่าระบบพร้อมเพย์ ให้ทุกคนมีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ทางสมาคมธนาคารไทยรับเป็นเจ้าภาพ ขณะนี้เริ่มแล้ว ต่อไปก็ต้องผูกอะไรก็ได้ให้เป็นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้คนที่ไม่มีบัญชีเงินฝากก็ใช้พร้อมเพย์ได้ แก้ปัญหาผู้มีรายได้น้อย เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน และต้องทำให้เขามีที่ใช้ ในร้านเล็กร้านน้อยธุรกิจเอสเอ็มอีทุกแห่งที่จดทะเบียนต้องมีเครื่องรับบัตร มีประโยชน์ทั้งกับผู้ใช้บัตรและร้านค้า สามารถรู้รายรับรายจ่ายจากระบบอี-เพย์เมนต์” อภิศักดิ์ กล่าว
เรื่องที่สอง การขยายที่รับบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นเจ้าภาพ จะให้มีผู้รับผิดชอบวางเครื่งอีดีซีให้กับทุกร้านค้าที่มีการจดทะเบียน ทำให้กระจายรายเล็ก รองรับคนใช้ทั้งประเทศ เรามองไกลไปถึงรถแท็กซี่ รถเมล์มีเครื่องอีดีซี ซึ่งกระทรวงคมนาคมทำอยู่ เสร็จสิ้นปี
เรื่องที่สาม คลังเป็นเจ้าภาพ คือกรมสรรพากรเป็นหัวเรือใหญ่ ทำให้มีการเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ฝันสุดท้ายคือการมีบัญชีภาษีของผู้ประกอบการ เอาภาษีทุกอย่าง เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย มาลงบัญชีเป็นเดบิต เมื่อจ่ายภาษีแล้วก็ลงเป็นเครดิต
เรื่องที่สี่ การรับแลกจ่ายของภาครัฐ ภาครัฐต้องทำเป็นตัวอย่าง เป็นตัวแรงจูงใจให้ประชาชนมาใช้ การจ่ายเงินภาครัฐเป็นอิเล็กทรอนิกส์ 70% ต้องการให้ 100% การคืนภาษีต้องเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่การจ่ายเป็นเช็คเหมือนปัจจุบัน จะออกระเบียบไม่ให้หน่วยงานราชการรับเงินสด ลดการรั่วไหลทุจริต
นอกจากนี้ จะมีการจ่ายสวัสดิการของรัฐผ่านทางพร้อมเพย์ ที่ผ่านมามีคนมาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 1.6 ล้านราย น้อย เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลมีอะไรให้พิเศษ คนรายได้น้อยต้องไปลงทะเบียน เพราะเมื่อรัฐคิดมาตรการและมีเงินมาช่วย คนไม่ลงจะไม่ได้ ยกตัวอย่าง คนรายได้น้อยกรุงเทพฯ มาทำงานในกรุง แต่บ้านอยู่ไกล เสียค่าเดินทางไป 200 บาท จากค่าแรง 300 บาท ทำให้อยู่ไม่ได้ หากมาลงทะเบียนรายได้น้อย ระบบขนส่งเป็นอิเล็กทรอนิกส์ก็จะได้ขึ้นฟรี
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเบี้ยคนชรา รายได้น้อยคนละ 600 บาท หากมาลงทะเบียนมีความเป็นไปได้จะจัดสรรเงินเพิ่มให้ได้ในอนาคต ของแบบนี้จะเกิดขึ้นเพราะเรามีระบบอี-เพย์เมนต์
โครงการที่ห้า มีการจับรางวัลใช้อี-เพย์เมนต์และร้านค้ารายเล็กทุกเดือน เบื้องต้นรางวัลละ1 ล้านบาท นอกจากนี้ ทางกรมสรรพากรดูเรื่องลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย จาก 3-5% หากใช้ระบบอี-เพย์เมนต์จะให้หัก 2% เป็นต้น
นอกจากนี้ กรมสรรพากรก็ทำเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องการเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่งข้อมูลเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ไปที่กรมสรรพากร ทำให้ร้านค้าสะดวกลดต้นทุนลง คนที่เกี่ยวข้องคือ ธนาคารพาณิชย์จะได้ประโยชน์มีฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง
ฤชุกร สิริโยธิน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายเกี่ยวกับระบบการชำระเงินให้เป็นฉบับเดียวกัน เพื่อลดความ
ซ้ำซ้อนการกำกับดูแลผู้ประกอบการเกี่ยวกับระบบชำระเงิน ซึ่งมีทั้งสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิสต่างๆ ไปรษณีย์ และธุรกิจที่เป็นตัวกลางรับโอนเงิน เป็นต้น เพื่อทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการควบคุมดูแลการโอนเงินระหว่างประเทศ และบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจนี้ เพื่อดูแลเรื่องความเสี่ยงและเสถียรภาพระบบการเงินด้วย
นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งองค์กรกลางที่ทำหน้าที่การกำกับดูแลระบบการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ พร้อมกับสร้างมาตรฐานต่างๆ ของระบบการชำระเงินแบบใหม่ๆ และจะสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับระบบอี-เพย์เมนต์ และการวางโรดแมปเพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไปสู่เป้าหมายเดียวกัน รวมถึงการให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับอี-เพย์เมนต์แห่งชาติ ซึ่งเป็นระบบที่ลดต้นทุนของประเทศและทำให้ประชาชนได้รับการบริการและค่าธรรมเนียมที่ถูกลง







