สสว.แนะเอสเอ็มอีไทยเจาะตลาดจีนผ่านออนไลน์
สสว.ชี้ จีนเป็นตลาดที่มีโอกาสสูงของเอสเอ็มอีไทย แนะขายผ่านออนไลน์ดีสุด เหตุมีสินค้าเยอะและต้นทุนราคาต่ำกว่าสินค้าไทย
สสว.ชี้ จีนเป็นตลาดที่มีโอกาสสูงของเอสเอ็มอีไทย แนะขายผ่านออนไลน์ดีสุด เหตุมีสินค้าเยอะและต้นทุนราคาต่ำกว่าสินค้าไทย
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวภายในงานสัมมนา "Smart SMEs and Strong Connection บุกตลาดจีนและอินโดนีเซีย" ว่า จีนเป็นตลาดที่มีโอกาสสูงในการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย เพราะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และคนจีนนิยมสินค้าไทย โดยช่องทางที่จะขายสินค้าไทยในจีนดีและง่ายที่สุดคือ การขายผ่านออนไลน์ เพราะคนจีนทำงานหนักมาก ไม่มีเวลาช้อปปิ้ง อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคของชาวจีนสมัยใหม่ก็นิยมช้อปปิ้งผ่านระบบออนไลน์ ซึ่ง สสว.เองก็มีโครงการช่วยเอสเอ็มอีไทยในการนำสินค้าขึ้นไปขายในระบบอีคอมเมิร์ส เพราะรู้ดีว่ายังเป็นจุดอ่อนของเอสเอ็มอีไทยที่จะนำสินค้าขึ้นสู่ระบบออนไลน์
"ตลาดจีนมีโอกาสสูง แต่ก็ไม่ใช่หมูที่จะเข้าไปได้ง่ายๆ เพราะมีสินค้าเยอะ หลากหลาก และยังมีต้นทุนราคาสินค้าที่ถูกกว่าสินค้าไทย ดังนั้นการทำตลาดผ่านออนไลน์จึงเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกสุดสำหรับเอาเอ็มอีที่เริ่มทำตลาดในจีน" นางสาลินี กล่าว
อย่างไรก็ดี ยังมีตลาดใหม่ที่น่าสนใจอย่าง อิหร่านที่เพิ่งเปิดประเทศ และมีกำลังซื้อจากการขายน้ำมัน จึงทำให้มีกำลังพร้อมที่จะซื้อสินค้าต่างๆ ได้ดี โดยสสว.พร้อมที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการทำตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่า จะเพิ่มสัดส่วนจีดีพีภาคเอสเอ็มอีให้เป็น 50% ของจีดีพีประเทศให้ได้ ภายในปี 2562 จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 42% ซึ่งจะช่วยทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ป่นกลางได้
นางข้าวโพด ธรรมพัฒนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท กวางโจว ซิโฟน่า คอมเมอร์เซียล บริษัทผู้นำเข้าและกระจายสินค้าในประเทศจีน กล่าวว่า การออกไปทำตลาดในจีนของเอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่จะเริ่มจากการไปออกงานแสดงสินค้า ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 5% เท่านั่นที่ไปแล้วเจอคู่ค้าตัวจริงและประสบความสำเร็จ แต่โชคดีที่คนจีนชอบสินค้าไทย ประกอบกับขณะนี้จีนมีปัญหากับญี่ปุ่น ไต้หวันและฟิลิปปินส์ จึงเป็นโอกาสของสินค้าไทยที่จะเข้าไปทำตลาด
ทั้งนี้ ภาคเอกชนที่ทำธุรกิจในจีนได้ร่วมกับหน่วยงานราชการได้จัดตั้งศูนย์สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยในจีนขึ้นมา เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับเอสเอ็มอีไทยไปสู่ประเทศจีน เพื่อให้สามารถวางสินค้าขายในห้างสรรพสินค้าและตลาดออนไลน์ในจีนได้ โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมสินค้าไทย และทำหน้าที่เป็น One stop service เพื่อช่วยเอสเอ็มอีไทยที่เป็นกลุ่มสตาร์ทอัพที่จะเข้าสู่ตลาดจีนตั้งแต่เริ่มแต่งตัวไปจนถึงการขายสินค้า
ขณะเดียวกัน ข้อแนะนำสำหรับการเข้าสู่ตลาดจีนคือ การจดทะเบียนตราสินค้าถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันการเลียนแบบ และอย่าตั้งราคาสินค้าแพงเกินจริง
ด้านนายภูริพัฒน์ ถนอมศรีอุทัย กรรมการบริหาร บริษัท เอ พลัส ซัพพลาย จำกัด ผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเข้าตลาดอินโดนีเซีย กล่าวว่า การเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียจะต้องคำนวณเรื่องต้นทุนค่าขนส่งสินค้าให้ดี เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นเกาะ และการตั้งราคาขายสินค้าในราคาที่แพงเกินไปอาจทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้ผลิตเพื่อส่งออก จึงทำให้มีทางเลือกเยอะและราคาสินค้าในประเทศจึงไม่สูงนัก
"พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียตอนนี้เริ่มเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่ซื้อสินค้าผ่านห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) และ 80% ของคนอินโดนีเซียมีการใช้งานโซเซียลอย่างเฟสบุ๊ค ดังนั้นการทำตลาดผ่านสื่อโซเซียลอย่างเฟสบุ๊คได้ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียได้" นายภูริพัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ดี อุปสรรคในการเข้าไปทำตลาดในอินโดนีเซียคือ เรื่องการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ขอแนะนำเลยว่า ให้ผู้ประกอบการทำการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้เสร็จเรียบร้อยก่อนเข้าไป เพื่อป้องกันปัญหา และควรเลือกคู่ค้าที่จะช่วยทำตลาดให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์สินค้า







