
แม่ทัพยูนิลีเวอร์ 'สุพัตรา' สานความยั่งยืนสร้างแบรนด์
การเติบโตทางธุรกิจของยูนิลีเวอร์ทั่วโลก วางไว้อยู่ในกรอบของแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน (Unilever Sustainable Living Plan) ซึ่งดำเนินการมาร่วม 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2553 ด้วยการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค
การเติบโตทางธุรกิจของยูนิลีเวอร์ทั่วโลก วางไว้อยู่ในกรอบของแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน (Unilever Sustainable Living Plan) ซึ่งดำเนินการมาร่วม 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2553 ด้วยการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค
สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เปิดเผยว่า ยูนิลีเวอร์ดำเนินธุรกิจร่วม 190 ประเทศทั่วโลก และมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมดกว่า 400 แบรนด์ ยุทธศาสตร์ของบริษัทดำเนินภายใต้กรอบเดียวกัน คือ แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายของยูนิลีเวอร์ภายในปี 2563 ต้องปรับปรุงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนจำนวน 1,000 ล้านคน และปี 2573 ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงครึ่งหนึ่งในส่วนของการผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์
สำหรับกลยุทธ์การสร้างความยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ยูนิลีเวอร์ให้ความสำคัญ คือ ยูนิลีเวอร์ทำ 360 องศา โดยการใส่โจทย์ทำเพื่อสังคมเชื่อมโยงกับแบรนด์สินค้า เริ่มตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารภายใต้แบรนด์คนอร์ การดูแลเรื่องโภชนาการของคนไทย ลดปริมาณเกลือและน้ำตาล พร้อมกับใช้เกลือจากไอโอดีน เพราะไอโอดีนมีผลต่อการพัฒนาสมอง รวมทั้งพบว่าเด็กไทย 60% ไม่ได้ทานข้าวมื้อเช้า คนอร์จึงจัดโครงการ “มื้อเช้าเรายิ้ม” รณรงค์อาหารเช้าเพิ่มคุณประโยชน์กระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้พ่อแม่ให้ความสำคัญกับมื้ออาหารเช้า
นอกจากนี้ ในส่วนของกระบวนการผลิต โรงงานของยูนิลีเวอร์จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือกระทบให้น้อยที่สุด โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาได้พยายามลดปริมาณขยะจากโรงงานทั้งหมด 8 แห่ง จนสามารถลดขยะกลบฝังสำเร็จในปี 2558 อีกทั้งยังดูถึงต้นกำเนิดของวัตถุดิบจากแหล่งผลิต บริษัทจะไม่ซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่ใช้แรงงานเด็ก ผู้ผลิตที่ตัดต้นไม้ทำลายป่า รวมทั้งสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนระดับล่างหรือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
“ในแต่ละปีคนไทยใช้สินค้าของยูนิลีเวอร์ประมาณมากกว่า 6 หมื่นล้านกว่าครั้งที่ใช้ หรือประมาณ 1,000 ครั้งต่อคนต่อปี หากคิดเป็นวันคือ คนละ 3 ครั้งต่อวันที่ใช้สินค้าของเรา โจทย์ของแบรนด์และโจทย์ของผู้บริโภคต้องอยู่บนเส้นทางเดียวกัน ต้องไปด้วยกัน หากทำเฉพาะซีเอสอาร์อย่างเดียว จะเป็นไฟไหม้ฟางไม่มีความต่อเนื่อง เวลาที่คิดต้องมองทั้งโจทย์แบรนด์และความยั่งยืนของโลก ไม่ใช่แค่คิดแต่เรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ต้องมองเรื่องสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน”
ปัจจุบันยังมีสินค้าจำนวนมากในไทยที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทางด้านบรรจุภัณฑ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ในยุโรปมีกฎหมายกำหนดถึงเรื่องช่องว่างของบรรจุภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ ห้ามมีพื้นที่ว่างจำนวนมาก เพราะการมีพื้นที่ว่างเหมาะสม จะช่วยให้ภาคธุรกิจลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ประหยัดพื้นที่ชั้นวางสินค้า และระบบโลจิสติกส์ รวมแล้วลดต้นทุนถึง 30% ด้วยซ้ำ หากแต่ว่าแบรนด์ต้องกำหนดทิศทางและนโยบายให้ดี
ขณะที่สินค้าในไทยปัจจุบันมีพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก อาทิ ขนมขบเคี้ยวแทบทุกแบรนด์ในไทย ทำบรรจุภัณฑ์ซองใหญ่ๆ เพื่อให้ดูว่ามีปริมาณมากซึ่งเป็นต้นทุนล้วนๆ นอกจากผู้ประกอบการยังไม่ค่อยตระหนักหรือใส่ใจทางด้านลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ปัจจัยการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคคนไทย ยังไม่ได้เลือกจากแบรนด์ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่าที่ควร แต่ก็เริ่มมีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งที่เกิดความกังวลจากภัยแล้ง น้ำท่วม และเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
จากการดำเนินนโยบายจากแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนมา 6 ปี จนถึงปัจจุบันได้ผลิดอกออกผลต่อแบรนด์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น บรีสเอกเซลสูตรน้ำ คนอร์ ไอศกรีมวอลล์ มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งโจทย์ที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่มองสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว ต้องทำเพื่อสังคม เศรษฐกิจด้วย จากนั้นต้องมีวิธีการสื่อสารสร้างการรับรู้ถึงผู้บริโภค เพื่อให้รับรู้ว่าเป็นสิ่งที่ยูนิลีเวอร์ทำ พร้อมกับการสร้างเอ็นเกจผ่านประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อสินค้าเอง







