
ทศวรรษที่ 2 ของ "ทาทา" ก้าวที่ท้าทายในตลาดเมืองไทย
ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถือเป็นตลาดที่มีความยากและท้าทายในการดำเนินธุรกิจรถยนต์
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สำหรับ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ที่มีจุดหลักสำคัญในการเจาะตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายรวมสะสมอยู่ที่ 2.3 หมื่นคัน
ถึงแม้ปริมาณยอดขายจะไม่ได้เติบโตก้าวหน้าอย่างโดดเด่น แต่สิ่งที่ทำให้ ทาทา มอเตอร์ส ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งคืออะไรนั้น “โพสต์ทูเดย์” ได้พูดคุยกับผู้บริหารถึงมุมมองการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยต่อจากนี้ไป
ซานเจย์ มิชรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ต้องยอมรับถึงผลการดำเนินธุรกิจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันในเชิงตัวเลขคงกล่าวได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จ แต่สำหรับการประเมินผลภายในของบริษัท โดยบริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศอินเดีย) ซึ่งเป็นบริษัทแม่กลับมีความพึงพอใจและเข้าใจในพฤติกรรมตลาด
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถือเป็นตลาดที่มีความยากและท้าทายในการดำเนินธุรกิจรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ในประเทศไทย ซึ่งถือได้ว่า “ยากที่สุดในโลก” เมื่อเทียบกับตลาดต่างๆ แม้กระทั่งเทียบกับในประเทศอินเดียก็ตาม เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยใส่ใจในรายละเอียดการเลือกซื้อรถยนต์อย่างมาก
“พฤติกรรมตลาดในประเทศไทยมีความซับซ้อนแตกต่างจากประเทศอื่น ซึ่งในต่างประเทศผู้บริโภคเลือกซื้อรถกระบะเพื่อการใช้บรรทุกสัมภาระเท่านั้น ขณะที่ในประเทศไทยเลือกซื้อเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน คำนึงถึงความสะดวกสบายคล้ายกับรถยนต์นั่ง”
นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในประเทศไทย บริษัทมีเป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งทางการตลาด 5% ของตลาดรถกระบะในประเทศไทยภายใน 10 ปี ซึ่งจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ต่ำกว่า 1% แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็เป็นไปในเชิงตัวเลข แต่ในเชิงการรับรู้แบรนด์มีการรับรู้ในระดับที่บริษัทมองว่าสามารถเป็นฐานเพียงพอที่จะทำให้บริษัทสามารถขับเคลื่อนไปได้ต่อจากนี้
ซานเจย์ กล่าวว่า อีก 10 ปีจากนี้ ต้องเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ในการทำตลาดให้เพิ่มขึ้น ที่ผ่านมามีผลิตภัณฑ์หลัก 1 ตัวเท่านั้น คือ รถกระบะพื้นเรียบรุ่น ทาทา ซีนอน ซึ่งหลังจากนี้มีแผนที่จะขยายไลน์ผลิตภัณฑ์มากขึ้น อาทิ รถบรรทุก รถหัวลาก รถผสมปูน และรถยนต์นั่ง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใส่ไว้ในผลิตภัณฑ์
ขณะเดียวกัน บริษัทแม่ในประเทศอินเดียได้มีการสนับสนุนด้านการออกแบบรถยนต์ทาทาให้เหมาะสมกับประเทศไทย จากที่ผ่านมาใช้ฐานการวิจัยอยู่ในประเทศอินเดียเปลี่ยนเป็นมาใช้ประเทศไทย ตามนโยบายการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในอนาคต ดังนั้นสินค้าต้องพัฒนาจากประเทศไทยมากยิ่งขึ้นหลังจากนี้
สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยปีนี้ มองว่าจะมีตัวเลขใกล้เคียงกับปีก่อนที่อยู่ที่ 7.9 แสนคัน ซึ่งตลาดครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่ดีจากช่วงผ่านไตรมาสแรกเป็นต้นมาทิศทางตลาดเริ่มมีแนวโน้มติดลบลดน้อยลง ส่วนตลาดรถบรรทุกครึ่งปีมีอัตราเติบโตอยู่ที่ราว 7% หรืออยู่ที่ระดับราว 1 หมื่นคัน
ด้านการเติบโตของตลาดรถบรรทุกถือเป็นสัญญาณชี้วัดเศรษฐกิจที่ถ้าหากเมื่อเริ่มฟื้นตัวขึ้นตลาดรถบรรทุกจะโตก่อนตลาดอื่น เนื่องจากภาคการผลิตและภาคการขนส่งจะมีความต้องการใช้รถบรรทุก ต่อจากนั้นจะเป็นตลาดรถเพื่อการพาณิชย์หรือรถกระบะ และตามมาด้วยรถยนต์นั่ง
นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายปีงบประมาณ 2559 (เม.ย. 2559-มี.ค. 2560) ไว้ที่ 2,500 คัน แบ่งเป็นในประเทศ 65-70% และส่งออก 30-35% จากปีงบประมาณก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1,354 คัน แบ่งเป็นในประเทศ 80% และส่งออก 20% ส่วนยอดขาย 6 เดือนแรกของปีมียอดขายอยู่ที่ 1,142 คัน แบ่งเป็นในประเทศ 592 คัน และส่งออก 550 คัน ซึ่งคาดว่าจากปัจจัยดังกล่าวจะทำให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
ส่วนในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2559 คาดว่าจะมีการลงทุน 100 ล้านบาท เพิ่มไลน์ผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ทาทา ซูเปอร์เอซ ในประเทศไทย จากปัจจุบันมีกำลังผลิตสูงสุด 6,000 คัน/ปี และผลิตเพียง 1 รุ่นเท่านั้น
ด้านแผนการขยายศูนย์จำหน่ายและบริการในปีงบประมาณนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายเพิ่มขึ้นเป็น 66 แห่ง จากปัจจุบันอยู่ที่ 53 แห่ง เพื่อรองรับการขายรถได้ในทุกเซ็กเมนต์ ทั้งรถเพื่อการพาณิชย์และรถบรรทุกในโชว์รูมเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานต่อจากนี้ไป รวมถึงแผนการเปิดรับซื้อ-ขายรถยนต์ใช้แล้ว เพื่อให้ครบวงจรการทำธุรกิจซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงปลายปีนี้
ถือเป็นการเปิดเกมรุกมากขึ้นในทศวรรษที่ 2 ของทาทาในประเทศไทย
"ทาทา ซูเปอร์เอซ มินท์" รถบรรทุกเล็กหัวใจดีเซล
หลังจากเปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีที่ผ่านมาสำหรับ ทาทา ซูเปอร์เอซ มินท์ ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก สอดคล้องกับเทรนด์ฟูดทรัคส์ที่แรงดีไม่มีตกในช่วงที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ด้วยโครงสร้างทางสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีครอบครัวขนาดเล็กลงและมีพฤติกรรมบริโภคอาหารนอกบ้าน
ทาทา มอเตอร์ส จึงได้ส่ง ทาทา ซูเปอร์เอซ มินท์ เข้าสู่ตลาดโดยมองเห็นโอกาสของตลาดที่ในอนาคตต่อจากนี้มีแนวโน้มเติบโต ซึ่งบริษัทได้ต่อยอดเจาะกลุ่มเป้าหมายของรถกลุ่มดังกล่าวให้เข้าถึงผู้บริโภคใน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.รถบรรทุกบริการ รถขนส่งอาหาร ในสนามบิน 2.รถขนส่งสินค้า (โลจิสติกส์) 3.รถใช้ในองค์กร (ฟลีต) และ 4.รถฟูดทรัคส์
นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกับสมาคมแฟรนไชส์แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ประกอบการถึงแนวคิดในการนำรถคันนี้ไปทำอะไรได้บ้าง ซึ่งบริษัทจะโมดิฟายให้สอดคล้องกันกับความต้องการ โดยโครงการดังกล่าวเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพและกลุ่มเอสเอ็มอี
ทาทา ซูเปอร์เอซ มินท์ มีจุดเด่นที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซลคันเดียวในตลาดเวลานี้ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ขนาด 1.4 ลิตร ไดคอร์ยูโร 4 พร้อมระบบไดเรกต์อินเจกชั่น และระบบอัดอากาศ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 70 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 140 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-2,750 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด รวมถึงรถกระบะพื้นเรียบ (แบบเปิด 3 ด้าน) ที่มีขนาดบรรทุกได้2,630x1,460,300 มม.
จากที่ได้ลองขับแล้วคันนี้มีความคล่องตัวดี ซึ่งเหมาะกับการบรรทุกขนส่งจากความสะดวกสบายของรถกระบะพื้นเรียบ รวมถึงพละกำลังของตัวรถที่เหมาะสมสามารถขับขี่เพื่อประกอบธุรกิจในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปได้ลงตัว อีกทั้งความเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่มีแรงบิดสูงเหมาะสมกับการลากจูง ในขณะที่มีน้ำหนักบรรทุกที่มากกว่า
เป้าหมายที่วางไว้สำหรับ ทาทา ซูเปอร์เอซ มินท์ อยู่ที่ราว 400-500 คัน ในปีงบประมาณ 2559 ซึ่งมาพร้อมด้วยราคาขายอยู่ที่ 3.99 แสนบาท ด้วยรูปร่างหน้าตาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลที่มีแรงบิดสูงสุดในตลาดเวลานี้แล้วนั้นก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน







