
ภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน พฤติกรรมการลงทุนก็ต้องปรับ
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต
โดย...บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต
ภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกจากนี้ไปคาดว่าจะขยายตัวได้ในกรอบประมาณ 3% เพราะที่ผ่านมาที่เราเห็นตัวเลขสามารถขยายตัวได้สูงกว่านี้ เพราะอาศัยจีนเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อน GDP ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจจีนเริ่มมีการย่อตัวลง ก็ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ในระดับที่ไม่มากกว่านี้ ดังนั้นหลายประเทศจึงใช้นโยบายปั๊มเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า QE ทำให้มีเม็ดเงินทั่วโลกสูงกว่า 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ส่งผลให้หลายประเทศต้องดำเนินการลดดอกเบี้ยนโยบายลง ถ้านับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมี 13 ประเทศแล้วที่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง
โดยหากเราพิจารณาพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในประเทศสำคัญๆ จะค่อนข้างมีเรื่องน่าสนใจมาก อย่างในประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนี ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ติดลบ คือ ถ้าลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของ 2 ประเทศนี้ อีก 10 ปี เราจะรับเงินคืนน้อยลง ซึ่งแย่กว่าการเก็บเงินไว้เฉยๆ อีกครับ และพบว่า ใน JP Morgan Government Bond Index Board (มูลค่า 9.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) มีพันธบัตรรัฐบาลที่ซื้อขายบนอัตราผลตอบแทนที่ติดลบถึงราว 30% ทั่วโลก
ผลตอบแทนจากหุ้นกู้ทั่วโลกต่ำสุดจนเกือบเท่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939-1945) เมื่อเงินล้นระบบจนดอกเบี้ยต่ำขนาดนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ กลุ่มผู้ฝากเงิน เพราะเงินที่เคยคาดว่าจะได้ หรือเงินที่เคยวางแผนไว้ว่าจะเก็บไว้ใช้ก็ลดลง ดังนั้นการวิ่งหาการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเก็บไว้ที่บ้านเฉยๆ คงไม่ใช่คำตอบ
หุ้นกู้...อีกทางเลือกของคนฝากเงินยาว
ในช่วงที่ผ่านมาผู้ฝากเงินก็เริ่มหันมาลงทุนในหุ้นกู้เอกชนมากขึ้น เพราะได้รับดอกเบี้ยมากกว่าการฝากประจำ และในทางเดียวกันบริษัทเอกชนก็หันมาออกหุ้นกู้กันมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนถูกกว่าการกู้เงินธนาคารโดยตรง เมื่อเปรียบเทียบดอกเบี้ยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีจะอยู่ที่ประมาณ 7% ขณะที่การออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 3-4% สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยประเมินว่าปีนี้ ภาคเอกชนจะออกหุ้นกู้รวมมูลค่าเกือบ 6 แสนล้านบาท ถือว่าสูงสุดในประวัติการณ์
แต่เมื่อหุ้นกู้ในมือ...เริ่มไม่ใช่คำตอบ
แม้หลายคนจะบอกว่าตัวเองได้ลงทุนในหุ้นกู้ระยะยาวที่ได้รับอัตราผลตอบแทนสูงชนะอัตราเงินเฟ้ออยู่แล้วก็ตาม แต่เชื่อไหมครับว่า ปัจจุบันมีผู้ออกตราสารบางรายเริ่มเรียกคืนหุ้นกู้บางแล้ว เพราะอัตราดอกเบี้ยขณะนี้ต่ำมาก ผู้ออกจึงเรียกคืน (Call) หรือไถ่ถอนหุ้นกู้นั้นก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนเพราะมีความคุ้มค่ามากกว่า โดยทั่วไปหุ้นกู้จะถูก Call ก็ต่อเมื่อ ผู้ออกตราสารเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลงจนทำให้ต้นทุนของตราสารหนี้เดิมนั้นสูงเกินไป (เหมือนว่ากู้กับดอกเบี้ยที่สูง ก็หันมารีไฟแนนซ์) หรือในกรณีที่อันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกเพิ่มขึ้นทำให้สามารถออกตราสารใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตราสารหนี้เดิมของตน ซึ่งปัจจุบันมักเรียกคืนในประเด็นแรกนั่นเอง
เมื่อหุ้นกู้ที่เคยถือเริ่มไม่ใช่คำตอบ กองทุนอสังหาฯ ที่เคยเฟื่องฟู ยังเป็นที่พึ่งได้ไหม
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมากองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะกองทุนอสังหาริมทรัพย์แบบ Fund of Funds ส่วนหนึ่งก็เพราะ ผลตอบแทนที่สูงมากในช่วงที่ผ่านมา อย่างกองทุนเปิดธนชาต พร็อพเพอร์ตี้ เซ็คเตอร์ ฟันด์ (T-Property) ซึ่งเป็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์กองแรกของ บลจ.ธนชาต เคยทำผลตอบแทนได้สูงสุดเกือบ 40% (ช่วงวันที่ 21 เม.ย. 2559) แม้ปัจจุบันราคาอาจมีการแกว่งตัวลงบ้างจากการขายทำกำไรในช่วงที่ผ่านมา
และเหตุจากภาวะดอกเบี้ยต่ำมาก ทำให้ช่วงต้นปีเกิดความนิยมในกองทุน T-Property อย่างสูง จนในช่วงหนึ่งขนาดของกองทุนเต็มจนลูกค้าไม่สามารถเข้าลงทุนได้ ต่อมา บลจ.ธนชาต ได้เปิดกองทุน T-PropInfraFlex ขึ้นใหม่อีกหนึ่งกองทุน ซึ่งนโยบายมีความยืดหยุ่นกว่ากองทุนเดิม คือ สามารถลงทุนในกองทุน Infra Fund, Property Fund, REIT ได้แบบไม่กำหนดสัดส่วน โดยในอนาคตคาดว่ากองทุนนี้น่าจะสามารถทำผลงานได้ดี เพราะผลตอบแทนจาก Infra Fund ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
ดังนั้น บลจ.ธนชาต จึงเชื่อว่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่เคยคุ้นชินกับการฝากเงินหรือลงทุนในหุ้นกู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจว่าผลตอบแทนต่อจากนี้อาจไม่หวือหวาเหมือนช่วงที่ผ่านมา ควรคาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ระดับ 4-5% มากกว่าที่จะหวังกำไรจากราคาหุ้น แต่ถ้าถามว่าจะลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์โดยตรงหรือลงทุนผ่านกองทุนดี คงต้องถามตัวเองว่า สามารถวิเคราะห์เข้าใจข้อมูลในเชิงลึกของแต่ละกองทุนหรือไม่ หากไม่ก็ฝากหน้าที่นี้ให้กับผู้จัดการกองทุนซึ่งมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่มากกว่าดีกว่าครับ
และหากต้องการมีโอกาสรับผลตอบแทนที่มากกว่านี้อาจต้องเริ่มปรับสัดส่วนการลงทุนไปลงทุนในหุ้นบ้าง โดยในระยะเริ่มต้นอาจลองเริ่มต้นกับหุ้นผันผวนต่ำที่ผมเคยเขียนถึงในบทความที่แล้วก่อนก็ได้ครับ ทำความเข้าใจลักษณะสินค้าผลตอบแทนความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลตอบแทนในอนาคต







