
เศรษฐีไทยมั่งคั่งทั้งทรัพย์สิน-รายได้
สภาพัฒน์เผย 4 ปีแผนฯ 11 ความเหลื่อมล้ำทรัพย์สินคนรวย-คนจนยังสูง คนรวย 10 % แรกถือครองที่ดินมากกว่าคนจน 800 เท่า แนะปรับนโยบายการคลัง
สภาพัฒน์เผย 4 ปีแผนฯ 11 ความเหลื่อมล้ำทรัพย์สินคนรวย-คนจนยังสูง คนรวย 10 % แรกถือครองที่ดินมากกว่าคนจน 800 เท่า แนะปรับนโยบายการคลัง
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในช่วง 4 ปีแรก (พ.ศ. 2555-2558) ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2555-2559) ว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 3.43% ต่อปี เสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.54% ไม่เกินกรอบที่ 3.5% ขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมพบว่าการกระจายรายได้ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านต่างๆ ยังคงต้องเร่งแก้ไข เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน ซึ่งพบว่าสัดส่วนการถือครองที่ดินของทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในกลุ่ม 10% ที่มีการถือครองที่ดินมากที่สุด เทียบกับกลุ่มประชากร 10% ที่มีการถือครองที่ดินน้อยที่สุด ต่างกัน 853.64 เท่า และผู้ถือครองที่ดินมากที่สุด 10% ดังกล่าว มีส่วนแบ่งถือครองมากกว่า 60% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นการกระจุกตัวของทรัพย์สินที่เป็นที่ดินอย่างมาก
สำหรับความเหลื่อมล้ำด้านรายได้นั้น แม้ว่าช่องว่างด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการของแรงงาน ระหว่างกลุ่มคนที่รวยที่สุดกับคนที่จนที่สุดจะลดลงจาก 34.85 เท่าในปี 2556 เหลือ 22.08 เท่าในปี 2558 แต่ปรากฏว่าผู้มีรายได้สูงสุด 10% แรกของประเทศ ยังถือครองรายได้อยู่ถึง 34.98% ของรายได้ประชากรทั้งหมด ส่วนคนที่จนที่สุด 10% แรกของประเทศ ถือครองรายได้เพียง 1.58% ของรายได้ประชากรทั้งหมด และยังพบว่าแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการได้ โดยเฉพาะแรงงานในภาคอีสานและภาคเหนือยังได้ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำกว่าในระบบ และมีลักษณะงานไม่แน่นอนและไม่ต่อเนื่อง
“ประเด็นที่ภาครัฐต้องเร่งผลักดันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทั้งด้านรายได้และทรัพย์สิน อาทิ ผลักดันกฎหมายลดความเหลื่อมล้ำ ปรับปรุงนโยบายการคลังอย่างรอบด้าน โดยเพิ่มการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีที่ได้จากการเพิ่มค่าทรัพย์สิน และปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างการจัดสรรงบภาครัฐเพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม ตลอดจนสนับสนุนการมีที่ดินทำกินอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินอย่างมีเงื่อนไขเพื่อป้องกันการเปลี่ยนมือ” นายปรเมธี กล่าว
เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ทางด้านของการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดในภาคเกษตร สศช.พบว่ามูลค่าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรต่อจีดีพียังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมูลค่าผลผลิตภาคเกษตรต่อจีดีพีตั้งแต่ปี 2555-2558 ลดลงเป็น 11.51% 11.39% 10.23% และ 9.14% ตามลำดับ แต่มูลค่าภาคบริการต่อจีดีพีปรับตัวสูงเกินเป้า โดยระหว่างปี 2555-2558 สัดส่วนต่อจีดีพีเพิ่มเป็น 60.35% 60.9% 62.20% และ 63.94% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ผลิตภาพการผลิตยังคงลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2555 ผลิตภาพการผลิตขยายตัว 3.76% แต่ขยายตัวลดลงเหลือ 1.28% ในปี 2556 และขยายตัวได้เพียง 0.20% ในปี 2557 จากเป้าหมายของแผนฯ 11 ที่ตั้งเป้าให้ผลิตภาพการผลิตขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี







