posttoday
ชำแหละระบบน้ำตาล รื้อเฉพาะส่วนรุ่ง...ลอยราคาไม่เหมาะ

ชำแหละระบบน้ำตาล รื้อเฉพาะส่วนรุ่ง...ลอยราคาไม่เหมาะ

16 สิงหาคม 2553

ทุกครั้งที่เกิดปัญหากักตุนน้ำตาล โขกราคาเอากับผู้บริโภค รัฐบาลในช่วงนั้นๆ มักจะหยิบยกประเด็นการปรับโครงสร้างราคาอ้อยและน้ำตาลขึ้นมาเป็นหัวข้อปูทางสู่การรื้อโครงสร้างทั้งระบบอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่เคยทำได้สักครั้ง

ล่าสุด รมว.อุตสาหกรรม ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ก็เป็นอีกรายที่ตั้งท่าจะรื้อโครงสร้างราคาอ้อยและน้ำตาลเพื่อลอยตัวราคาในอนาคต แต่คนในวงการกลับเชื่อว่าเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าเปรียบเทียบระบบที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ กับการลอยตัวราคา อย่างหลังอาจจะไม่เหมาะกับไทย

แหล่งข่าวผู้ประกอบการในวงการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า ปัจจุบันในอุตสาหกรรมนี้จะแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล หรือที่เรียกกันว่าระบบ 7030 ชาวไร่จะได้รับ 70% และโรงงาน 30% จากผลประโยชน์สุทธิที่จะได้รับจากการจำหน่ายน้ำตาลทราย และผลพลอยได้ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ซึ่งในต่างประเทศก็ใช้ระบบนี้เช่นเดียวกัน แต่มีข้อแตกต่างกันในรายละเอียด

ระบบ 7030 ถือเป็นระบบที่ดี มีความเป็นธรรม มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย แต่เมื่อมีเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น เอทานอล การผลิตไฟฟ้าจากชานอ้อย เป็นต้น เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเกิดข้อเรียกร้องจากชาวไร่อ้อยให้นำผลประโยชน์จากส่วนดังกล่าวเข้ามารวมอยู่ในระบบแบ่งปันผลประโยชน์ด้วย เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ราคาอ้อยสูงขึ้น แต่ฝ่ายโรงงานเห็นว่าอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องดังกล่าวเป็นการลงทุนของโรงงานเอง จึงไม่ต้องการให้นำเข้ามารวมด้วย

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เคยทำไว้ ได้เสนอให้เปลี่ยนเฉพาะรายละเอียดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เช่น ให้มีการกำหนดมาตรฐานอ้อย มาตรฐานโรงงานน้ำตาล เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อกระตุ้นให้ทุกส่วนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ขณะเดียวกัน หากนำรายได้จากเอทานอลเข้ามารวมอยู่ในระบบแบ่งปันประโยชน์ น่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกร แต่รัฐบาลต้องมีนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนอย่างจริงจังเพื่อให้ราคาเอทานอลสูงพอที่จะจูงใจให้มีผู้ผลิตมากขึ้น ซึ่งในที่สุดก็จะสะท้อนกลับมาเป็นราคาอ้อยที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เรื่องการคำนวณราคาน้ำตาล ในปัจจุบันไทยใช้ระบบ 2 ราคา มีทั้งราคาควบคุมสำหรับการจำหน่ายในประเทศ และราคาอิงตลาดโลก เพื่อการส่งออก ราคาในประเทศจึงมีเสถียรภาพ ไม่ผันแปรตามราคาน้ำตาลในตลาดโลก ถือเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจที่ใช้น้ำตาลทราย สามารถควบคุมต้นทุนได้และเป็นผลดีต่อผู้บริโภค

แต่ผลเสียจะเกิดขึ้นต่อเมื่อราคาน้ำตาลจากภายนอกสูงกว่าในประเทศ ทำให้เกิดการลักลอบนำน้ำตาลไปขาย หรือธุรกิจเพื่อการส่งออกที่ใช้น้ำตาลโควตา ค (น้ำตาลเพื่อการส่งออก) หันมาใช้น้ำตาลโควตา ก (น้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศ) แทน

หลายฝ่ายเสนอให้ไทยปรับใช้ระบบราคากึ่งลอยตัว กำหนดราคาคงที่ และราคาผันแปร ซึ่งเป็นราคาตลาดโลก นำมารวมกัน แล้วเฉลี่ยเป็นราคาน้ำตาลในประเทศที่ใช้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หากคิดในวันนี้ที่ระดับราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง ราคาอ้อยหรือผลประโยชน์ก็ดูเหมือนจะสูงตามไปด้วย แต่หากวันที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกต่ำลงจะส่งผลต่อราคาอ้อย รวมทั้งหากคิดในแง่ของผู้บริโภคราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันน่าจะดีกว่า

การปรับราคาน้ำตาลเป็นระบบกึ่งลอยตัวสำหรับไทยจึงยังไม่มีความพร้อม และเป็นไปได้ยาก แม้จะดูว่าประเทศผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อย่างบราซิล และออสเตรเลียก็ใช้ระบบกึ่งลอยตัว แต่การบริหารจัดการ วัฒนธรรมก็มีความแตกต่างกันมาก เช่น ออสเตรเลีย โรงงานน้ำตาลมีการลงทุนครบวงจร ทั้งการปลูกอ้อย ผลิตน้ำตาล จึงไม่มีเกษตรกรปลูกอ้อย มีแต่ลูกจ้างทำหน้าที่ผลิตอ้อย

ขณะที่ระบบจัดสรรโควตา ควรจะต้องคงอยู่ เพื่อเสถียรภาพการบริโภคในประเทศให้เพียงพอ แต่ควรจะศึกษาแนวทางให้นำน้ำตาลโควตา ข หรือน้ำตาลทรายดิบที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) กำหนดให้ผลิตเพื่อส่งมอบให้บริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย (อนท.) ส่งออก 8 แสนตัน เพื่อทำราคาในการคำนวณราคาน้ำตาลส่งออก และน้ำทรายทรายโควตา ค มารวมกัน

ที่ผ่านมาต้องแยกกันขาย เพราะชาวไร่กับโรงงานไม่ไว้วางใจกัน แต่ตอนนี้การส่งออกน้ำตาลไม่ได้ขายเฉพาะน้ำตาลทรายดิบ แต่มีการส่งในรูปน้ำตาลทรายขาวมากขึ้น หากนำโควตา ข และโควตา ค มารวมกัน เพื่อร่วมกันทำราคา ก็น่าจะเป็นผลดีที่สุด

สุดท้ายกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) ควรจะมีเงินสำรองราว 3 หมื่นล้านบาท เพื่อเหลือให้เกษตรกร หากไม่มีเงินพอ เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องพึ่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพง กองทุนฯ จึงต้องมีเสถียรภาพเพื่อทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ