
ไทยฝัน ‘ฮับฟินเทค’ เทียบชั้นสิงคโปร์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์
วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวในงานเสวนา C asean ร่วมกำหนดทิศทางและบริบทอุตสาหกรรมฟินเทค (CaF I : Positioning Thailand’ s Fin Tech Ecosystem) และการจัดตั้งชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย (Thai FinTech Club : TFTC) เมื่อวานนี้ ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนชีวิตคน สร้างประโยชน์ แต่ก็มีส่วนสร้างความเสียหายได้ด้วย ในการนำมาใช้จึงควรดูแลให้เหมาะสม การควบคุมเข้มเกินไปก็ทำให้ฟินเทคเกิดขึ้นไม่ได้ ขณะที่การผ่อนคลายมากไปก็อาจสร้างความเสียหายได้ อย่างไรก็ดีรัฐบาลพร้อมจะสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการเงิน หรือฟินเทค ซึ่งมีประโยชน์กับธุรกิจและผู้บริโภค และในอนาคตอาจจะเติบโตและพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการเงินเหมือนสิงคโปร์ก็เป็นได้
กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง และประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดตั้งชมรมฟินเทคขึ้นก็เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนฟินเทคในประเทศไทยและประชาสัมพันธ์ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอุตสาหกรรมฟินเทคในการเป็นเครื่องมือสนับสนุนตลาดการเงินของประเทศไทย โดยมีเป้าหมาย 4 ข้อ คือ ลดต้นทุนการทำธุรกรรมทางการเงิน ให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงิน ส่งเสริมให้การแข่งขันในระบบการเงินโปร่งใสเป็นประโยชน์แก่รายย่อยและเอสเอ็มอี และส่งเสริมผู้ประกอบการทางการเงินให้แข่งขันได้ในระดับโลก
วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การเข้ามามีบทบาทของฟินเทค ในระบบการเงินทำให้สถาบันการเงินไทยต้องปรับตัว โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่ธนาคารพาณิชย์ขอทำเรื่องปิดสาขามากกว่าเปิดสาขา ที่สำคัญทาง ธปท.อยากให้ทาง ฟินเทค ของไทยเข้ามาพัฒนาระบบการชำระเงินให้มีต้นทุนที่ลดลง และให้ผู้ใช้บริการต่างๆ เข้าถึงบริการสินเชื่อได้มากขึ้น แต่ต้องไม่ใช่การเพิ่มภาระหนี้โดยไม่จำเป็น เพราะเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก จะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกนาน
“อยากให้ทาง FinTech เข้ามามีบทบาทในการให้ความรู้ทางด้านการเงินกับประชาชนมากขึ้น และ ธปท.ก็พร้อมที่จะสนับสนุนและเข้าเป็นสมาชิก เพื่อที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน นอกจากนี้ยังพร้อมที่จะสนับสนุน FinTech ของไทยใน 4 เรื่อง ได้แก่ การสนับสนุนเรื่องโครงสร้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น พร้อมเพย์ ซึ่งเอกชนสามารถต่อยอดเพิ่มเติมได้” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส กล่าวว่า โอกาสของสตาร์ทอัพด้านฟินเทคในไทยสดใสขึ้นอีกครั้ง เมื่อดิจิทัล เวนเจอร์ส บริษัทลูกในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ได้ขยายธุรกิจออกมาเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยเต็มที่ อีกทั้งยังถือว่าเป็นการบุกเบิกฟินเทคอย่างเต็มตัว เพราะการให้บริการฟินเทคแบบเดิม นักพัฒนายังขาดความรู้อีกหลายด้าน บริษัทเป็นส่วนหนึ่งของธนาคาร ซึ่งใช้เงินลงทุนในการจัดตั้งบริษัท 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,730 ล้านบาท
“การจัดตั้งขึ้นในส่วนของดิจิทัล เวนเจอร์ส เพราะธนาคารมองว่าความรู้ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ยิ่งในส่วนของธุรกิจการเงินที่เดินหน้าอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ยิ่งทำให้ธุรกิจธนาคารประมาทไม่ได้”
แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ สตาร์ทอัพของไทยที่ประสบความสำเร็จด้านฟินเทคอย่างจริงจังมีน้อยมาก เพราะสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อให้ธุรกิจเติบโตเหมือนในต่างประเทศ ทั้งในเรื่องเงินทุน เทคโนโลยี ข้อกฎหมาย เงื่อนไขปลีกย่อยของธนาคาร ทำให้การสนับสนุนธุรกิจฟินเทคยังอยู่ในหลักไม่เกินร้อยล้านบาท ในขณะที่ต่างประเทศมีการสนับสนุนไปถึงหลัก 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
“โอกาสของทั้งสองฝ่ายคือสตาร์ทอัพและธนาคาร คือ การร่วมมือกันผลักดันในเรื่องของฟินเทคให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะสตาร์ทอัพไทยมีไอเดีย รวมทั้งความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ในขณะที่ธนาคารมีเงินทุน ความรู้ด้านข้อกฎหมายและรายละเอียดต่างๆ จะช่วยเกื้อให้ทั้งสองส่วนเติบโตไปได้” ธนา กล่าว
ด้าน พลภัทร อัครปรีดี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกองทุน บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส กล่าวว่า โครงสร้างหลักของบริษัทที่จะทำ คือ เงินลงทุน สนับสนุนการสร้างนวัตกรรม พัฒนาสินค้าและบริการ รวมทั้งการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ เพื่อให้ธุรกิจมีความแข็งแรงในอนาคต โดยการพัฒนาและลงทุนจะแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ สตาร์ทอัพที่ธนาคารเข้าไปลงทุนในกองทุน (Fund of Fund) 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 700 ล้านบาท ลงทุนเองในบริษัทสตาร์ทอัพ (Direct Investment) 28 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 980 ล้านบาท และลงทุนผ่านสตาร์ทอัพในโครงการแอคเซเลเรเตอร์ (Accelerator) 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 70 ล้านบาท
“การลงทุนนั้น เราจะเลือกสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็น ดิจิทัลวอลเลต เพย์เมนต์ อินชัวรันช์ วางแผนทางการเงินและไฟแนนเชียล เป็นต้น โดยเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านบริการในเรื่องเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ บล็อกเชน ซีเคียวริตี้ ฟรอสต์ การยืนยันตัวตน เป็นต้น” พลภัทร กล่าว
นอกจากนี้ ชาล เจริญพันธ์ หัวหน้าฝ่ายแอคเซเรเลต กล่าวว่า ในด้านของการบ่มเพาะและพัฒนาสตาร์ทอัพนั้น เพราะสตาร์ทอัพไทยมีโอกาสล้มเหลวสูงถึง 90% โครงการบ่มเพาะนี้เปรียบเสมือนหลักสูตรเร่งรัดเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้
“ทางหน่วยงานศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพเปรียบเสมือนการเรียนเอ็มบีเอที่ใช้เวลาเรียนเพียงแค่ 9-12 สัปดาห์ ซึ่งจะมีเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 3 แสนบาท จากนั้นเมื่อมีการเข้าไปถือหุ้นจะสนับสนุนเงินทุนขั้นต้นที่ 1 ล้านบาท และไม่มีจุดสิ้นสุด เพื่อให้สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้” ชาล กล่าว







