
เขื่อนแตก
โดย...บล.กสิกรไทย
โดย...บล.กสิกรไทย
MPC คงนโยบายไว้ที่ 0.5% โดยให้เหตุผลว่ายังไม่เห็นผลกระทบหลังการลงประชามติให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) ตลาดเงินยังคงเคลื่อนไหวได้ดี และยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบจากมติเบร็กซิต อย่างไรก็ตาม MPC ยังเปิดช่องในการที่จะไปพิจารณาลดดอกเบี้ยในเดือน ส.ค. 2559
ผลการประชุม MPC แม้จะสร้างความประหลาดใจแต่ก็มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการสะท้อนว่าธนาคารกลางอังกฤษและตลาดเงิน ไม่ได้กังวลต่อประเด็นเบร็กซิตจนมากเกินไป ซึ่งจริงๆ แล้วตลาดได้ปรับตัวและฟื้นสภาพขึ้นมาจนเหนือกว่าก่อนเกิด เบร็กซิต เห็นได้จากการทำ All Time High ของตลาดหุ้นสหรัฐ
ตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในช่วงการ Rally ที่ชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ คือ การประกาศผลประกอบการ ซึ่งกำไรของบริษัทใน S&P500 น่าจะออกมาดีต่อเนื่อง (ฝ่ายวิจัย KS เคยนำเสนอไปแล้วว่า ตลาดมองว่ากำไรของบริษัทใน S&P500 จะเติบโตขึ้นรายไตรมาสโดยเฉพาะภาคการเงินมีแววที่จะขยายตัวโดดเด่น ล่าสุด เจพี มอร์แกน ได้รายงานผลประกอบการออกมามากกว่าตลาดคาดถึง 3.2% โดยเติบโต 5.4% จากไตรมาสแรก แต่หดตัว 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าสัปดาห์นี้จะได้บรรยากาศบวกต่อเนื่องจากการรายงานบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Well Fargo, Citigroup, Bank of America, IBM, Johnson & Johnson, Philip Morris, Microsoft, Goldman Sachs, Morgan Stanly, Intel และ AT&T ซึ่งตลาดมองว่าน่าจะมีกำไรดีขึ้น
แนวโน้มกระแสเงินมุ่งเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงยังคงเป็นกระแสหลักสำหรับการลงทุนในรอบนี้ เมื่อสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงให้ผลตอบแทนที่ต่ำต่อเนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ล่าสุดธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ประกาศลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เหลือ 3% (เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี) ตามอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ประกาศลดไปก่อนหน้า แม้ว่าธนาคารกลางอื่นๆ ในภูมิภาคกำลังทยอยประกาศลดดอกเบี้ยกันลง แต่คาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 3 ส.ค. 2559 จะยังคงยืนดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ต่อไปตามเดิม เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว และ ธปท.น่าจะใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
อีกปัจจัยที่จะเป็นตัวขับให้กระแสเงินไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยง คือ การที่เยอรมนีได้ออกพันธบัตรอายุ 10 ปี ติดลบครั้งแรกเป็นประวัติศาสตร์ที่-0.05% (เป็นประเทศที่ 2 ต่อจากญี่ปุ่นที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวติดลบ) โดยสามารถขายไปได้กว่า 4,000 ล้านยูโร (1.58 แสนล้านบาท) เท่ากับเป็นการยืนยันถึงภาพอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ปลอดภัยที่จะต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ปลอดภัยที่นับวันจะยิ่งต่ำลง ขับให้กระแสเงินต้องเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้น มองเป็นเรื่องดีสำหรับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเกิดใหม่ อย่างกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ )
ในส่วนของไทย เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของกระแสเงินทุน จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ การเก็งกำไรผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และโอกาสในการซื้อกลับของนักลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากสถานะการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศยังอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งจะเห็นได้จากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินทุนต่างชาติที่โถมเข้ามาชัดเจน นักลงทุนต่างประเทศเข้าซื้อสุทธิอีก 4,000 ล้านบาท ทำให้ 6 วันที่ผ่านมาซื้อสะสมกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท และสะสมในรอบขาเข้าตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. 2559-ปัจจุบัน กว่า 6.9 หมื่นล้านบาท มองว่ายังน้อยหากเทียบกับที่ขายออกไปในช่วงปี 2556-2558 กว่า 4.16 แสนล้านบาท เฉพาะที่มีวิกฤตการเมืองนักลงทุนต่างประเทศขายออกไปประมาณ 1.4 แสนล้านบาท คาดว่าด้วยกระแสเงินที่กำลังเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยง เศรษฐกิจในประเทศที่กำลังฟื้นตัว กำไร บจ.ที่ดีขึ้นมูลค่าของตลาดที่ยังอยู่ในระดับสัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวัง 16 เท่า ขณะที่อัตราเติบโตกำไรต่อหุ้นยังสูงอยู่ที่ 17% และการเมืองที่จะชัดเจนมากขึ้นหลังการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค. 2559 จะเป็นตัวที่ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามารุนแรง หนุนดัชนีขึ้นทดสอบเป้าหมาย 1,530 จุดได้ในไม่ช้า







