
SMT พร้อมโต คุมต้นทุน เชื่อมต้นน้ำถึงปลายน้ำ
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
เมื่อวงจรอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต้องเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีในยุคโลกาภิวัตน์ ธุรกิจต้องไม่หยุดอยู่กับที่และปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป SMT หลังเผชิญน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ทำให้ผลงานซวนเซไปหลายปี ปีนี้บริษัทวาดหวังว่าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตอีกครั้ง
“พร้อมพงศ์ ไชยกุล” กรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายงานการจัดการวัตถุดิบ) บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ว่า การกลับมาของ SMT หลังจากเผชิญกับภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ ปี 2554 ต้องพร้อมในทุกด้านจึงจะเปิดตัวกับผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ต่อเนื่องด้วยการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น
กลยุทธ์หลัก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คือ การควบคุมต้นทุนในการบริหารจัดการทุกกระบวนการดำเนินงานของบริษัท จากเดิมที่เน้นผลิตแบบรับจ้างผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (อีเอ็มเอส) หรือสินค้าที่มีให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำ (มาร์จิ้น) มาเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หรือไปสู่การแข่งขันในการทำธุรกิจแบบใหม่ (บลูโอเชียน) ในทุกส่วนสายงาน ตั้งแต่การผลิต การตลาด หรือการจำหน่ายที่ต้องไม่ใช่วิธีเก่า ที่ต้องทำให้เกิดการจัดการในการควบคุมต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำไปยังปลายน้ำที่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทั้งกระบวนการผลิต (แวลูเชน) รวมถึงการทำการตลาดที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
ตั้งแต่ปี 2557 บริษัทเริ่มเน้นไปยังการผลิตและลูกค้าใหม่เป็น 6 กลุ่ม ที่จะเน้นให้ความสำคัญตามลำดับดังนี้ คือ กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์ กลุ่มชิ้นส่วนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้าสำเร็จรูปที่มีผู้บริโภคจำนวนมาก กลุ่มไฟเบอร์ออปติก กลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์กลุ่มชิ้นส่วนที่เป็นกลุ่มเฉพาะพิเศษ เช่น ชิ้นส่วนจับความเร็วรถมอเตอร์ไซค์ กล้องซีซีทีวีจับ 360 องศา และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิม อีเอ็มเอส การผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็มเอ็มเอ) และแผงวงจรไฟฟ้ารวม (ไอซี) เนื่องจากเป็นสินค้าที่เป็นต้นน้ำและมีส่วนประกอบตั้งต้นของการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในอีก 5 สินค้าของบริษัทด้วย รวมถึงยังต้องการรักษาฐานลูกค้ากลุ่มเดิมไว้
สินค้าชิ้นเกี่ยวกับอุปกรณ์การแพทย์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และไฟเบอร์ออปติก อาจไม่ได้ผลิตออกมาในปริมาณที่มาก แต่มูลค่าของชิ้นงานและความเฉพาะด้านที่เน้นผลิตออกมาเน้นคุณภาพต่อชิ้นจะสูง อย่างไฟเบอร์ออปติก อายุการใช้งานนานถึง 6-10 ปี และมองว่าความต้องการใช้ก็จะมีอย่างต่อเนื่องและล้อไปกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับสินค้าชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคหรือบริโภคของคนทั่วไป แม้จะมีการเปลี่ยนวงจรของอายุของสินค้าที่เร็ว แต่ก็ผลิตในแต่ละครั้งที่ปริมาณ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการบริหารความเสี่ยงและรักษาสมดุลในผลิตภัณฑ์ที่ไม่พึ่งอย่างใดอย่างหนึ่งมาก
นอกจากนั้น บริษัทยังสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่อย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนกลยุทธ์จากลูกค้ามาเป็นพันธมิตรทำงานร่วมกันกับบริษัทมากขึ้น หรือการผันเข้าไปสู่การเป็นผู้ร่วมวิจัย พัฒนา และออกแบบผลิตภัณฑ์ลูกค้ามากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ได้จะเท่ากับเป็นทั้งการตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการลูกค้า ขณะที่ทางSMT ก็ได้พัฒนาทักษะฝีมือในการทำงานมากขึ้นด้วย
บริษัทพยายามจะบริหารความเสี่ยงในกลุ่มของลูกค้าด้วยมีลูกค้าใหม่เพิ่มให้ได้ 3-4 ราย/ปี จากการหาลูกค้าใหม่เพิ่มเติมเข้ามา จากเดิมที่จะมีลูกค้า 5-6 ราย ที่เป็นลูกค้าหลัก คิดเป็น 50-60% ของการผลิตโดยรวมของบริษัท จากเดิมที่มีลูกค้าทั้งหมดกว่า 20 ราย จนปัจจุบันนี้มีลูกค้ารายใหม่ที่เข้ามาประมาณอีก 16 ราย แบ่งเป็นจากปี 2558 ทั้งหมด 3 ราย ต้นปี 2559 หามาได้แล้ว 13 ราย และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจำนวนหนึ่ง ก็ถือว่าปีนี้บริษัทก็มีลูกค้าใหม่เพิ่มเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ
เช่นเดียวกัน สิ่งที่ทำขึ้นเริ่มส่งผลให้เห็นว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเริ่มดีขึ้นเช่นกัน จากแต่ก่อนอยู่ในระดับต่ำกว่า 10% แต่ปัจจุบันกลับมาสู่ในระดับที่มากกว่า 10% แล้ว ก็จะมีการกลับกันบ้างระหว่างสัดส่วนสินค้าที่เป็นอัตรากำไรสูงหรือที่มีมูลค่าสูงจะเพิ่มเป็น 50-60% ภายในอีก 1-2 ปีข้างหน้า และปีที่ 3 หรือปี 2562 สัดส่วนรายได้มีมูลค่าสูงจะเพิ่มเป็น 75% ของรายได้รวม จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณมากกว่า 10%
ปัจจุบันบริษัทมีสายการผลิตทั้งหมด 13 สายการผลิต แต่จะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดคอขวดในการผลิต เพื่อบริหารต้นทุนการจัดการทุกอย่างให้ดีขึ้น โดยงบลงทุนของปีนี้อยู่ที่ 200 ล้านบาท แบ่งเป็น 100 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักรไว้ใช้ในการผลิตสินค้าใหม่ และอีกจำนวน 100 ล้านบาท ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการลงทุนในส่วนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิผลให้กับเครื่องจักร นอกจากนั้นยังมีการออกหุ้นกู้จำนวน 1,500 ล้านบาท และเพิ่มทุนในการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) 5 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ โดยราคาใช้สิทธิ 8 บาท ทั้งหมดนี้เพื่อรองรับกับการขยายงานในอนาคตได้ และเพิ่มสภาพคล่องให้กับหุ้นบริษัท โดยเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) เป็น 1 บาท จากเดิมพาร์ที่ 2 บาท
ไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิ 38 ล้านบาท พลิกจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 4 ล้านบาท และปี 2558 ที่ขาดทุนสุทธิ 55 ล้านบาท
พร้อมพงศ์ กล่าวว่า SMT กำลังจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตอีกครั้ง และเป็นบริษัทแห่งนวัตกรรมชั้นนำของโลก เหมือนฟ็อกซ์คอนน์อินเตอร์เนชั่นแนลโฮลดิงส์ ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดในโลกสัญชาติไต้หวัน หลังบริษัทมีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญไปแล้ว และจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทดีขึ้นทีละขั้น โดยปี 2558 อยู่ที่ 1.9% และคาดว่าปี 2559 จะอยู่ที่ 6-9% ส่วนอีก 3 ปี หรือปี 2562 จะมากกว่า 10% นอกจากนั้นยังมีการวางระบบและปรับแผนฉุกเฉินรองรับเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอน (บีซีพี) ให้มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเข้ากับสถานการณ์ที่ชัดเจนได้







