
ผันผวนเยอะ
โดย...มณฑล จุนชยะ
โดย...มณฑล จุนชยะ
ต้องยอมรับว่าสภาพคล่องในระบบการเงินโลกมีสูงมากใน ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังเติบโตต่ำและเปราะบาง ดังนั้นสภาพคล่องส่วนใหญ่เลยมุ่งหาประโยชน์ในตลาดการเงินมากกว่าที่จะเข้าสู่ภาคธุรกิจการลงทุนที่แท้จริง (Real Sector) ผลที่ตามมาคือการลงทุนมีความผันผวนค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเหตุการณ์เบร็กซิต เมื่อมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น เม็ดเงินก็เริ่มไหลกลับไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองคำปรับขึ้นกว่า 12% ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความกังวลต่อสถานภาพของกลุ่มยุโรป ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างรุนแรง ดังนั้นประเทศที่ไม่ใช่ศูนย์กลางของปัญหาย่อมได้ประโยชน์จากเงินทุนที่เคลื่อนย้ายเข้ามา โดยเฉพาะประเทศแถบอาเซียนก็ได้รับผลบวกอย่างมาก
ทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์จากศูนย์บริการข้อมูลและเศรษฐกิจระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจในแถบอาเซียนภายใน 5 ปี มีโอกาสเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.5% ต่อปี อีกทั้งปัจจุบันในทางการของหลายประเทศในแถบอาเซียนยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจ สะท้อนได้ว่าโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจในแถบอาเซียนยังคงมีอยู่
ดังนั้น ในภาวะที่ประเทศเศรษฐกิจหลักรอการฟื้นตัวอย่างชัดเจน การลงทุนในแถบภูมิภาคอาเซียนยังมีความน่าสนใจ และก่อนหน้านั้นผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ระบุจุดยืนนโยบายการเงินของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ยังคงเหมาะสม โดยคงอัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 ขณะที่ไทยเองก็ยังคงใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ภาพรวมแล้วเศรษฐกิจโลกแม้ว่าจะชะลอตัว แต่เชื่อว่าการเติบโตยังพอมีอยู่บ้างและไม่มีสัญญาณการถดถอยที่มีนัยสำคัญ โดยปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ปัจจัยทางการเมืองทั้งของอังกฤษหลังจากที่อังกฤษเลือกถอนตัวออกจากสมาชิกภาพ การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ และความชัดเจนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของไทย
ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังเรายังมีโอกาสเห็นการปรับฐานของตลาดเงินและตลาดทุน แต่น่าจะเป็นการย่อตัวลงเพื่อสะท้อนปัจจัยพื้นฐานก่อนปรับตัวขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องที่มีมากและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอาจจะชะลอไปถึงปลายปี
การลงทุนในตลาดหุ้นไทยก็เช่นเดียวกัน หากดัชนีปรับตัวลดลงถือเป็นโอกาสในการสะสม ทั้งนี้หากพิจารณาสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนได้ว่าโอกาสที่จะมีการไหลกลับของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยยังคงมีอยู่ ดังนั้นคำแนะนำการลงทุนหุ้นไทยควรเลือกลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือกลุ่มหลักทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยการลงทุนในโครงการภาครัฐบาล เช่น กลุ่มธนาคาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มค้าปลีก หรือเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ อาทิ กลุ่มโรงพยาบาล และถือลงทุนประมาณ 2-3 ปี







