
โลกเร่งลงทุนสู่อนาคต
แนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีจุดมุ่งหมายใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนภาคการผลิตแบบพลิกโฉมหน้า
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
แนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 ที่มีจุดมุ่งหมายใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนภาคการผลิตแบบพลิกโฉมหน้า ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับหลายประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น และจีน ที่ริเริ่มแนวคิดดังกล่าวตั้งแต่ปี 2015
แม้อียูประกาศแผนเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกในเดือน เม.ย. 2016 แต่อียูเริ่มวางแนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 มาตั้งแต่โครงการฮอไรซอน 2020 ปี 2014-2020 เพื่อสนับสนุนเงินทุนกว่า 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.12 ล้านล้านบาท) สำหรับการวิจัยและการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม โดยมองว่าอุตสาหกรรม 4.0 จะช่วยเพิ่มรายได้ต่อปีกว่า 1.1 แสนล้านยูโร (ราว 4.29 ล้านล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า
เยอรมนี เริ่มแผนอุตสาหกรรม 4.0 โดยในปี 2015 รัฐบาลลงทุนกว่า 200 ล้านยูโร (ราว 7,801 ล้านบาท) ทั่วภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ ขณะที่มุ่งให้ระบบข้อมูลของบริษัทขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเชื่อมต่อกระบวนการจัดซื้อ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย
ภายใต้แผนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต บริษัทเยอรมนีหลายแห่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าเพื่อวิเคราะห์ปริมาณข้อมูล และใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพื่อแสวงหาแนวทางการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ซีเมนส์ บริษัทด้านวิศวกรรมสัญชาติเยอรมนี คือ ตัวอย่างที่ชัดเจนของการมุ่งสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยโรงงานผลิตของซีเมนส์ อิเล็กทรอนิกส์ ได้ผลิตเครื่องควบคุมเชิงตรรกะที่สามารถตั้งโปรแกรมได้ (พีแอลซี) ซึ่งเป็นระบบอุปกรณ์อัตโนมัติที่ใช้กันในหลายภาคอุตสาหกรรมตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไปจนถึงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบอุตสาหกรรม 4.0 ในวิศวกรรมชีวการแพทย์ด้วย โดยใช้ซอฟท์แวร์และระบบการผลิตอัตโนมัติในการผลิตข้อเข่าเทียมและข้อต่อสะโพกเทียม ซึ่งทำให้ระยะเวลาในการผลิตอยู่ที่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น
ขณะที่บริษัท พีดับเบิ้ลยูซี บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำระดับโลก เปิดเผยผลสำรวจว่า ภายในปี 2020 บริษัทเยอรมนีราว 80% คาดว่าเปลี่ยนกระบวนการผลิตสู่รูปแบบดิจิทัลแล้ว และจะลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) ทุกๆ ปีในอุตสาหกรรม 4.0
ด้านญี่ปุ่นได้เดินหน้าไล่ตามแผอุตสาหกรรม 4.0 ของเยอรมนี โดยเมื่อเดือน มิ.ย. 2015 บริษัทญี่ปุ่นประมาณ 30 แห่ง ได้ประกาศตั้งองค์กรริเริ่มด้านห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรม (ไอวีไอ) เพื่อกำหนดกลยุทธ์ด้านการผลิตในอนาคต เช่น การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงบริษัทแม่และบริษัทสาขาต่างๆ ขณะที่มุ่งสร้างโครงสร้างเชื่อมต่อบริษัทขนาดเล็กและบริษัทขนาดใหญ่ผ่านอินเทอร์เน็ต
กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ร่วมกับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการ ยังประกาศแผนการพัฒนาระยะ 5 ปี ที่มีชื่อว่า “นิว สแตทเทจี ฟอร์ โรบอทส์” เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2015 โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการใช้หุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศ เช่น ภาคการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งรัฐบาลวางงบพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับภาคส่วนทางการแพทย์และพยาบาลในสัดส่วนมากที่สุดที่เกือบ 5,300 ล้านเยน (ราว 1,783 ล้านบาท) คิดเป็น 33% ของงบประมาณพัฒนาหุ่นยนต์ทั้งหมดในปี 2015
ส่วนในปีที่แล้ว จีนประกาศใช้ “เมดอินไชน่า 2025” โดยภายใน 10 ปี บริษัทจีนจะต้องมีพัฒนาการความก้าวหน้าในด้านการผลิต เช่น การยกระดับคุณภาพการผลิต เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และการเพิ่มผลผลิต รวมถึงการบูรณาการการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งแผนนี้ยังกำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและการพัฒนา (R&D) จาก 0.95% ในปี 2015 เป็น 1.68% ในปี 2025 ขณะที่สัดส่วนของการเพิ่มมูลค่าในภาคการผลิตควรเพิ่มขึ้น 4% การใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรกลควรเพิ่มขึ้น 30%
ฉางหยิง พรีซิสชั่น เทคโนโลยี คอมปานี บริษัทด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในจีน เป็นบริษัทแรกในประเทศที่เริ่มใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตเมื่อปี 2015 โดยโรงงานในเมืองตงกวน เสิ่นเจิ้น ใช้หุ่นยนต์ 60 ตัว ทำงานแทนที่คนงาน 600 คน ในไลน์ประกอบอุปกรณ์ ซึ่งบริษัทเปิดเผยว่าการดำเนินงานดังกล่าวช่วยลดความผิดพลาดในกระบวนการผลิตได้ถึง 5 เท่า และเพิ่มกำลังการผลิตได้กว่า 250%
ทั้งนี้ การใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตถือเป็นมาตรการรองรับวิกฤตแรงงานในอนาคตของประเทศ โดยก่อนหน้านี้สถาบันสังคมศาสตร์จีน คาดว่า สัดส่วนผู้สูงอายุจีนจะเพิ่มขึ้นแซงหน้าญี่ปุ่น ภายในปี 2030 ทำให้จีนมีแนวโน้มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกราว 20 ปี







