
จ่อคลอดแพ็กเกจช่วยคนชรา
กระทรวงการคลังหอบแพ็กเกจช่วยเหลือผู้สูงอายุ หารือรองนายกฯ สมคิด ก่อนเสนอมาตรการให้ ครม.พิจารณา
กระทรวงการคลังหอบแพ็กเกจช่วยเหลือผู้สูงอายุ หารือรองนายกฯ สมคิด ก่อนเสนอมาตรการให้ ครม.พิจารณา
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการหามาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุให้มีงานทำหลังเกษียณ หรือการลดภาษีให้กับผู้ประกอบการที่จ้างงานผู้สูงอายุ ว่า ในวันที่ 15 ก.ค. 2559 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และคณะทำงานสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ จะประชุมร่วมกันที่กระทรวงการคลังเพื่อหาแนวทางหรือมาตรการในการช่วยเหลือกลุ่มดังกล่าวเป็นการเฉพาะ โดยจะเสนอมาตรการเป็นแพ็กเกจ ซึ่งคาดว่าภายหลังจากได้ข้อสรุป ก็จะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเดือน ส.ค.นี้
"รัฐบาลพยายามเร่งให้ได้ข้อสรุปให้เร็วที่สุด เพราะเป็นความตั้งใจที่รองนายกฯ อยากเร่งดำเนินการ ซึ่งเชื่อว่าคงไม่เกินเดือนหน้าคงเข้า ครม.ได้แน่นอน ในส่วนของกระทรวงการคลังก็มีแพ็กเกจที่อยู่ในใจที่จะเสนอในวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว แต่จะเป็นอย่างไร รายละเอียดคงต้องรอการตกผลึกในที่ประชุมอีกครั้ง" นายสมชัย กล่าว
ก่อนหน้านี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ระบุว่า ในเดือน ส.ค. 2559 จะเสนอ ครม.เห็นชอบมาตรการดูแลผู้สูงอายุทั้งระบบ ประกอบด้วย เสนอออก พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งจะบังคับให้ผู้ประกอบการทุกแห่งตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้าง แม้ว่าปัจจุบันจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่เป็นภาคสมัครใจทำให้แรงงานในระบบ 14 ล้านคน อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียง 3 ล้านคน
เบื้องต้น กบช.ก็จะเก็บเงินสมทบจากลูกจ้างและนายจ้างต่ำกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการมากเกินไป โดยในส่วนของผู้ประกอบการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็น กบช.อีกก็ได้
นอกจากนี้ คลังยังจะเสนอมาตรการให้ผู้ประกอบการที่จ้างคนที่เกษียณอายุแล้วทำงาน ให้นำรายจ่ายค่าจ้างมาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5-2 เท่า เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างผู้สูงอายุทำงานมากขึ้น แต่จะกำหนดว่าต้องเป็นการจ้างผู้สูงอายุที่เงินเดือนไม่สูงมาก โดยจะมีการกำหนดว่าจ้างผู้สูงอายุไม่เกินเท่าไรถึงนำมาหักลดหย่อนภาษีได้
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะเกลี่ยเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุที่รัฐบาลจ่ายอยู่เดือนละ 600 บาท โดยนำเงินจากผู้ที่ไม่ประสงค์จะรับสวัสดิการมาเฉลี่ยเพิ่มให้กับผู้ที่รับสวัสดิการนี้ เพื่อให้มีรายได้เพื่อการยังชีพมากขึ้น
สำหรับความคืบหน้าการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ว่าขณะนี้คณะทำงานอยู่ระหว่างการหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะในเชิงยุทธศาสตร์ ผลกระทบด้านสุขภาพ หรือมาตรการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการจัดเก็บภาษี ว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่







