
ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสการค้าลงทุน พัฒนาต้นแบบธุรกิจบริการ
โดย...ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
โดย...ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ปัจจุบันการแข่งขันการค้าการลงทุนสูงมาก เนื่องจากการเปิดเสรีเมื่อสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา มีนโยบายส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ อีกทั้งในปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบการที่มีอำนาจทางการตลาดใหญ่ๆ เข้ามาลงทุนและสร้างการผูกขาดทางธุรกิจ จึงถือได้ว่า บทบาทของภาครัฐที่สาคัญต้องเร่งสร้างบทบาทและกำหนดนโยบายให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ต่อการสร้างรากฐานทางการพัฒนาในด้านเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานที่สำคัญและรับผิดชอบในเรื่องการค้าการลงทุนโดยตรง ช่วยผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจการค้าการลงทุนเติบโต จากการสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุน และสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ และเมื่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมทั้งมีประเด็นข้อผูกพันทางการค้าที่ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายแรงงาน การลงทุน ภาษีนำเข้าสินค้าลดลง สัดส่วนการถือครองหุ้นในการจดทะเบียนทางธุรกิจเปลี่ยนไปจึงทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านั้นมากขึ้น
อีกทั้งประเทศคู่ค้าของไทยในปัจจุบันก็มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือข้อตกลงทางการค้าปรับแผนและนโยบายให้มีการรองรับการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น แต่ละประเทศส่งเสริมให้มีการส่งออกมากกว่าการนำเข้า จึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะหันมาให้ความสำคัญในการสร้างนโยบายการส่งเสริมการค้าการลงทุน จากการพิจารณาในเรื่องนโยบายการค้านั้นพบว่า ทางกระทรวงพาณิชย์เองควรต้องให้ความสำคัญและเร่งกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของไทยเพื่อให้ก้าวสู่การเป็นชาติการค้าในอนาคต ด้วยเหตุนี้ทางสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการดำเนินการร่วมกับที่ปรึกษาโครงการ ผศ.ดร. พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน และพัฒนาต้นแบบต้นธุรกิจบริการ
การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนธุรกิจบริการนี้ เกิดขึ้นจากความเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) กับ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ฉบับระดมความคิดเห็นระดับภาค รวมทั้งยุทธศาสตร์ของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่มีภารกิจและหน้าที่ในการดูแลเกี่ยวกับภาคบริการตามกรอบของ WTO อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยเน้นเรื่องการสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุน เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีความตระหนักถึงเป้าหมายอนาคตของประเทศไทยร่วมกัน และเกิดการรวมพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อการสร้างและรักษาไว้ ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศ
ในการใช้ยุทธศาสตร์นี้เพื่อให้ตอบสนองกับบริบทการพัฒนา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการค้าในยุคปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนตามกระแสโลกาภิวัตน์อย่างรวดเร็ว การจัดทำยุทธศาสตร์จึงได้มีการกำหนดในช่วงต้นเป็นระยะ 3 ปี ก่อให้เกิดเป็นการจัดทำร่างยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุนธุรกิจบริการของประเทศไทย มุ่งเสริมสร้างกลไกการพัฒนาประเทศเพื่อสร้างพลังการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกลไกที่เป็นกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ โดยพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกระดับ มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ ลดความซ้ำซ้อนการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หรือการพัฒนาทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ
ความสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ ประกอบไปด้วย
1.เพื่อพัฒนาและยกระดับไทยให้เป็นชาติการค้า (Trading Nation) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การขยายธุรกิจบริการไปต่างประเทศ และการให้บริการลูกค้าต่างชาติ
2.พัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเอกชนรองรับการเป็นชาติการค้า การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่
3.แสวงหาโอกาสและการลงทุนในต่างประเทศ การจัดทำยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสทางการค้าการลงทุนธุรกิจบริการของประเทศไทย พบว่าเกิดจากความเชื่อมโยงจากแผนต่างๆ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องการสร้างโอกาสการแข่งขัน การพัฒนาธุรกิจตามนโยบายและยุทธศาสตร์กระทรวงต่างๆ ที่มีภาระหน้าที่ในเรื่องส่งเสริมสนับสนุน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพการบริการ รวมทั้งกรอบการค้าของกระทรวงพาณิชย์ แสดงความเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ ของแต่ละยุทธศาสตร์ดังแผนภาพ (แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี)
สำหรับขีดความสามารถการแข่งขันธุรกิจบริการของไทย จากข้อมูล World Fact Book ในปี 2558 (ค.ศ. 2015) ใน 180 ประเทศทั่วโลก ความสามารถแข่งขันภาคบริการของไทยอยู่ที่ 128 มีจีดีพีภาคบริการอยู่ที่ 51.9% มูลค่าภาคบริการของไทยมาจากท่องเที่ยวเป็นหลัก ส่วนประเทศที่มีจีดีพีบริการสูงสุด คือประเทศหมู่เกาะเบอร์มิวดา จีดีพีสูงถึง 93.30% ซึ่งภาคบริการหลักมาจากท่องเที่ยว กับบริการการเงินและการประกันภัย รองลงมาคือฮ่องกงและมาเก๊า จีดีพีบริการอยู่ที่ 92.80% และ 91.60% ตามลำดับ ขณะที่ประเทศไทยเมื่อเทียบกับ 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนอยู่อันดับ 4 โดยมีสิงคโปร์อยู่ที่ 1 มีจีดีพีภาคบริการสูงถึง 76.2% ฟิลิปปินส์มีจีดีพีบริการ 57.7% และมาเลเซียมีจีดีพีบริการ 56.1% ตามลำดับ







