posttoday
ออมสินให้กู้เอสเอ็มอีเข้าเป้า

ออมสินให้กู้เอสเอ็มอีเข้าเป้า

14 กรกฎาคม 2559

ออมสินปลื้มปล่อยกู้ช่วยเอสเอ็มอีรายย่อยตัวจริง ครึ่งปีแรกได้กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

ออมสินปลื้มปล่อยกู้ช่วยเอสเอ็มอีรายย่อยตัวจริง ครึ่งปีแรกได้กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ยอดปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของธนาคารในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 55% ของเป้าหมาย ถือว่าธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีช่วยลูกค้าได้มากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยมีสินเชื่อหลักๆ ได้แก่ สินเชื่อเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพ เป็นโครงการพิเศษเน้นปล่อยกู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนที่ไม่จำเป็นต้องมีนวัตกรรม แต่ต้องจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลมาแล้วไม่เกิน 3 ปี ปล่อยกู้สูงสุด 10 ล้านบาท/ราย หรือแล้วแต่ความเหมาะสม มีระยะเวลาผ่อนสั้นๆ คือ 1 ปี หรือผ่อนยาวนานถึง 10 ปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 อยู่ที่ 3.99% ปีที่ 3-10 ดอกเบี้ยตามที่ธนาคารกำหนด

นอกจากนี้ ธนาคารสามารถเข้าไปร่วมทุนหรือเวนเจอร์แคปในเอสเอ็มอีสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรม เช่น สตาร์ทอัพไฮเทค ที่สร้างแอพพลิเคชั่นหรือเอสเอ็มอีที่ทำด้านไบโอเทคฯ โดยเข้าร่วมทุนสูงสุดถึงรายละ 10 ล้านบาท และหากต้องการสินเชื่อเพิ่มก็ปล่อยกู้ได้อีก 10 ล้านบาท รวมแล้วไม่เกิน 20 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี รวมทั้งธนาคารยังปล่อยสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน กู้ได้ทั้งระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี และเงินกู้ระยะยาว ชำระหนี้ไม่เกิน 10 ปี โดยจะให้ปลอดชำระหนี้เงินต้นไม่เกิน 2 ปี ในกรณีที่มีระยะเวลากู้ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด และสินเชื่อแฟกตอริ่งที่ช่วยลูกหนี้ที่มีข้อจำกัดด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยสามารถเปลี่ยนลูกหนี้การค้าเป็นเงินสดเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

นายชาติชาย กล่าวว่า มาตรการสินเชื่อดังกล่าวจะช่วยรองรับความต้องการผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วไป เอสเอ็มอีรายย่อยๆ ที่มีการทำการค้าขายอยู่จริง แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินอื่นได้

ด้าน นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้ผู้ซื้อสินค้าโอท็อปรวมแล้วไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท สามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ระหว่างวันที่ 1-31 ส.ค.นี้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นสินค้าโอท็อปที่ได้รับการรับรองและเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) โดยผู้ต้องการหักลดหย่อนภาษีต้องใบกำกับภาษีที่ระบุรายการว่าเป็นสินค้าโอท็อป

นายพรชัย กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีผ่านการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการร้านค้าโอท็อปทั้งหมด 4 หมื่นราย แต่จดทะเบียนแวตเพียง 400 ราย หรือคิดเป็น 1% เท่านั้น ปัจจุบันตลาดสินค้าโอท็อปมีมูลค่าทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงรวมกว่า 1 แสนล้านบาท/ปี มีส่วนในการสร้างรายได้ให้ประชาชนฐานราก กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศผ่านการใช้จ่ายของประชาชนในการซื้อสินค้าโอท็อป”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท