
หุ้นขึ้นเทขายLTF1หมื่นล.
นักลงทุนแห่ขายทำกำไร LTF ครึ่งปีแรกเงินไหลออก 1 หมื่นล้าน RMF ไร้กองใหม่ทำเม็ดเงินหาย 1,256 ล้าน “บัวหลวง” เบียดขึ้นเบอร์ 1
นักลงทุนแห่ขายทำกำไร LTF ครึ่งปีแรกเงินไหลออก 1 หมื่นล้าน RMF ไร้กองใหม่ทำเม็ดเงินหาย 1,256 ล้าน “บัวหลวง” เบียดขึ้นเบอร์ 1
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 มีเงินไหลออกจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) 1.06 หมื่นล้านบาท และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 1,256 ล้านบาท ถือว่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันใน 10 ปีที่ผ่านมา
“กองทุน LTF ที่สามารถขายได้ในปีนี้จะต้องซื้อมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งปีนั้นดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,036-1,397 จุด เท่ากับมีกำไรปีละ 7-8% ต่อปี เพราะฉะนั้นนักลงทุนจึงพร้อมขายกองทุนออก ขณะที่กองทุน RMF ปีนี้มีกองทุนใหม่ออกมาเพียง 1 กองทุน จึงไม่มีเงินใหม่เข้ามาต่างจากปีที่ผ่านมา ซึ่งมี RMF ลงทุนหุ้นเฮลธ์แคร์ออกมา” นายกิตติคุณ กล่าว
ทั้งนี้ ไตรมาส 4 ปี 2555 มีเงินเข้ามาลงทุนในกองทุน LTF รวม 2.7 หมื่นล้านบาท
ขณะที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของ LTF และ RMF ในครึ่งปีแรกยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดย LTF เพิ่มขึ้น 5.86% อยู่ที่ 2.93 แสนล้านบาท และ RMF เพิ่มขึ้น 5.81% อยู่ที่ 1.89 แสนล้านบาท ซึ่งนายกิตติคุณ กล่าวว่า เป็นการเพิ่มจากมูลค่าหุ้น ไม่ได้มาจากเงินลงทุนใหม่
“นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่เข้ามาลงทุนใน LTF และ RMF เพราะบรรยากาศการลงทุนไม่ดี จึงไม่มีเงินใหม่เข้ามา แต่เชื่อว่าในครึ่งหลังของปีจะมีเงินเข้ามาลงทุน โดยไปกระจุกตัวกันในช่วงท้ายของปีอีกเช่นเคย ขณะที่กองทุน RMF ที่มีฐานนักลงทุนมากขึ้นก็มีโอกาสเติบโตได้ ถ้าไม่มีกองทุนใหม่เข้ามาอาจจะเติบโตได้ไม่มาก” นายกิตติคุณ กล่าว
นายกิตติคุณ กล่าวอีกว่า ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมานักลงทุนนิยมลงทุนในกองทุน LTF ที่มีนโยบายลงทุนหุ้น 100% มากกว่ากองทุนที่กำหนดเพดานหุ้นไว้เพียง 70% เพราะเห็นแล้วว่าได้ผลตอบแทนมากกว่า เช่นเดียวกับกองทุน RMF ที่มีแนวโน้มจะรับความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยลงทุนในหุ้นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปีนี้เงินลงทุนในกองทุน LTF อาจจะลดลงไปประมาณ 10-15% จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนอาจจะชะลอการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีปัญหาสภาพคล่องและไม่เห็นประโยชน์จากการลงทุน LTF หลังจากการเปลี่ยนเกณฑ์ในการลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์จาก 5 ปีปฏิทิน เป็น 7 ปีปฏิทิน
นอกจากนี้ นายกิตติคุณ กล่าวอีกว่า ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2559 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง มีสินทรัพย์สุทธิของ LTF และ RMF รวมกันมากที่สุดในอุตสาหกรรม 1.21 แสนล้านบาท แซงหน้า บลจ.กสิกรไทย ที่มีกองทุนประหยัดภาษีรวมกัน 1.19 แสนล้านบาท
เมื่อสิ้นไตรมาสแรกกองทุน LTF ของ บลจ.กสิกรไทย อยู่ที่ 7.01 หมื่นล้านบาท บลจ.บัวหลวง อยู่ที่ 6.85 หมื่นล้านบาท แต่สิ้นไตรมาส 2 กองทุน LTF ของทั้งสอง บลจ.ขึ้นมาเท่ากันที่ 7.04 หมื่นล้านบาท
ขณะที่กองทุน RMF ของ บลจ.กสิกรไทย เมื่อสิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 4.85 หมื่นล้านบาท บลจ.บัวหลวง อยู่ที่ 4.94 หมื่นล้านบาท และเมื่อสิ้นไตรมาส 2 บลจ.กสิกรไทย ขึ้นมาอยู่ที่ 4.86 หมื่นล้านบาท ขณะที่ บลจ.บัวหลวง เพิ่มมาอยู่ที่ 5.07 หมื่นล้านบาท







