
GIFTพร้อมย้ายขึ้นSET
GIFT ลั่นร่วมทุนลุยธุรกิจใหม่ 3 โครงการสร้างรายได้ประจำ ลดพอร์ตเคมีภัณฑ์ เตรียมย้ายเทรดกระดาน SET
GIFT ลั่นร่วมทุนลุยธุรกิจใหม่ 3 โครงการสร้างรายได้ประจำ ลดพอร์ตเคมีภัณฑ์ เตรียมย้ายเทรดกระดาน SET
นายพีรเจต สุวรรณนภาศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แกรททิทูดอินฟินิท (GIFT) เปิดเผยว่า บริษัทกำลังศึกษาการร่วมทุนกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ และมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆ เพื่อจัดตั้งบริษัทลงทุนในธุรกิจใหม่ 3 โครงการ แบ่งเป็นพลังงานทดแทน 2 โครงการ ซึ่งไม่ใช่โซลาร์ฟาร์มมีขนาดกำลังผลิตเกิน 10 เมกะวัตต์/โครงการ และเป็นธุรกิจสาธารณูปโภคพื้นฐาน 1 โครงการ โดย GIFT มีนโยบายถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 25% ของแต่ละบริษัทซึ่งโครงการแรกจะทราบผลการประมูลโรงไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2560 เตรียมพร้อมประเมินวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ไว้แล้ว ส่วนอีก 2 โครงการจะชัดเจนใน 1-2 ปีนี้
สาเหตุที่พันธมิตร บจ.ขนาดใหญ่เลือกมาร่วมทุนกับบริษัทแม้เป็นบริษัทขนาดเล็กและยังไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานทดแทน เนื่องจากพันธมิตรรายนี้ไม่มีแนวคิดจะเข้าไปลงทุนด้วยตัวเอง เพราะขนาดโครงการไม่ใหญ่มาก พอเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของบริษัทพันธมิตรอาจมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ GIFT เข้าไปเสริมธุรกิจได้
วัตถุประสงค์ของการลงทุนใน 3 โครงการ เพื่อต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ ทำให้ในช่วง 10 ปีข้างหน้ารายได้ธุรกิจเคมีภัณฑ์จะไม่ใช่ธุรกิจหลัก สิ้นปีนี้เตรียมทำแผนธุรกิจ 5-10 ปี นับจากปี 2560 นำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท
“เราเติบโตจากธุรกิจเคมีภัณฑ์เป็นธุรกิจที่มีรายได้ประจำระดับหนึ่งแต่ยังมีความไม่แน่นอน ธุรกิจพลังงานทดแทนมีความน่าสนใจ แต่ต้องเลือกโครงการ สิ่งสำคัญอนาคตข้างหน้าบริษัทต้องการมีพอร์ตรายได้ที่ดี” นายพีรเจต กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทได้ยื่นเรื่องขอย้ายหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในหมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร คาดจะกำหนดวันเข้าซื้อขายภายใน 1 เดือนนี้ การย้ายหุ้นเข้า SET รองรับการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ๆ เพื่อแสดงให้พันธมิตรร่วมทุนเห็นว่าบริษัทเตรียมความพร้อมในการเติบโตรวมถึงการใช้โอกาสการระดมทุนใน SET ที่มีสภาพคล่องที่ดีกว่าและมีนักวิเคราะห์ออกบทวิเคราะห์ครอบคลุมมากกว่า
อย่างไรก็ดี ฐานะการเงินที่มีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ราว 0.5 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1/2559 มีเงินสดประมาณ 230 ล้านบาท มีความสามารถลงทุนได้ทั้ง 3 โครงการ โครงการมูลค่าสูงถึงระดับ 2,000-2,500 ล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน
“การเติบโตของทั้งกำไรและรายได้ในปี 2559 จะออกมาเป็นจุดสูงสุดใหม่ ซึ่งยังเป็นการเติบโตปกติจากธุรกิจเดิมรายได้รวมประมาณ 850-900 ล้านบาท โตประมาณ 15-20% จากปี 2558 จากการขายสินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์ที่ยังเติบโตได้ดีรวมถึงการนำเข้าสินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์มาจำหน่ายเพิ่ม พร้อมทั้งรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้ใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่ระดับ 22-24% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดีขึ้นจากปี 2558” นายพีรเจต กล่าว







