
ทางแก้หนี้นอกระบบ อย่างยั่งยืน
โดย...ธัชพล กาญจนกูล
โดย...ธัชพล กาญจนกูล
สวัสดีครับแฟนคอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจ ก่อนอื่นผมขออัพเดทข้อมูลเศรษฐกิจการเงินภาพใหญ่ก่อนครับ หลังจากประชาชนในสหราชอาณาจักรร้อยละ 52 เห็นชอบให้ถอนตัวจากสมาชิกสหภาพยุโรป ตลาดการเงินก็ปั่นป่วนทั่วโลก เงินปอนด์ของอังกฤษอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วถึงร้อยละ 9 ต่ำสุดในรอบ 31 ปี ขณะที่ตลาดหุ้นไทยระหว่างวันติดลบมากกว่า 30 จุด สหรัฐโดย FOMC ต้องชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ตัวเลขการจ้างงานใหม่จะออกมาดีต่อเนื่อง ขณะที่ผลกระทบอาจกระเทือนไปถึงความมั่นคงของสหภาพยุโรปซึ่งยังไม่อาจประเมินได้
สำหรับผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยหากพิจารณาตัวเลขการลงทุนทางตรง และการส่งออกไปอังกฤษพบว่ามีสัดส่วนไม่สูงมากนัก แต่คาดว่าจะได้รับผลดีจาก Fundflow ที่จะไหลกลับมาลงทุนเพิ่มมากขึ้น สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวโดยลำดับ โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสินคาดว่าทั้งปีเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 3.2 แต่ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังจะฉุดรั้งการบริโภคภายในต่อเนื่อง ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกยังจะคงหดตัว
สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในทางเลือกใหม่ๆ เพราะที่ผ่านมาปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบนั้นยังคงอยู่และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมสะท้อนจากตัวเลขหนี้สินครัวเรือนเมื่อปี 2553 มีจำนวน 6.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 59.3 ต่อ GDP ณ สิ้นปี 2558 หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.04 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 81.5 ต่อ GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 72.5 ใน 6 ปี (ไม่รวมหนี้นอกระบบ) และหากพิจารณาคุณภาพสินเชื่อส่วนบุคคลฯ และบัตรเครดิตพบว่าในปี 2556 มีหนี้ค้างชำระที่เกิน 3 เดือนขึ้นไป 6,638 ล้านบาท เพิ่มเป็น 10,965 ล้านบาท ในปี 2558 หรือร้อยละ 66.38 สะท้อนภาพการแก้ปัญหาหนี้ด้วยการสร้างหนี้ได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น ทางเลือกการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่ยั่งยืนด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน คล้ายกับการปรับโครงสร้างหนี้ภาคเอกชนน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ ปัญหาจึงที่ว่าเราจะทราบฐานะและปัญหาที่แท้จริงของครัวเรือนได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนพอควร ดังนั้นการประเมินศักยภาพของครัวเรือนจากงบดุลครัวเรือน ที่ดูทั้งด้านสินทรัพย์ ว่ามีสินทรัพย์ถาวรอะไรบ้าง มีสินทรัพย์ด้านการออมการลงทุนอะไรบ้าง ขณะที่ฝั่งหนี้สินก็ดูว่ามีหนี้ดี หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อะไรบ้าง เป็นหนี้ในระบบหรือนอกระบบ แล้วครอบครัวเหลือความมั่งคั่งเท่าไหร่ จากนั้นจึงไปดูฝั่งงบกำไรขาดทุนครัวเรือนว่ามีรายได้จากไหนมั่นคงเพียงไร และครอบครัวมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง จำเป็นไม่จำเป็น ตลอดจนมีกระบวนการตรวจสอบพฤติกรรมจากภาคประชาสังคมว่าครัวเรือนนี้เป็นเช่นไร ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายๆ แต่ทำยากเพราะต้องอาศัยความเชื่อมโยงของข้อมูลจากหลายแหล่ง แต่ก็จำเป็นต้องทำ ค่อยๆ ทำอย่างสมัครใจ เชื่อว่าเห็นผลและยั่งยืนครับ
ผมจึงสนับสนุนนโยบายของกระทรวงการคลังอย่างเต็มที่ที่มีโครงการลงทะเบียน เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐของประชาชนที่มีรายได้ไม่ถึง 1 แสนบาท ผ่านธนาคารของรัฐ (กรุงไทย ออมสิน ธ.ก.ส.) และหากขยายนโยบายถึงกลุ่มประชาชนผู้เป็นหนี้นอกระบบที่มีความสมัครใจเข้าร่วมลงทะเบียนก็จะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แล้วนำข้อมูลไปเชื่อมโยงฐานข้อมูลอื่นๆ ของภาครัฐด้วยเลขที่บัตรประชาชน จะเป็นการสร้างฐานข้อมูลของผู้มีรายได้น้อย/ลูกหนี้นอกระบบด้วยความสมัครใจเพื่อการตรวจสอบรายการทรัพย์สิน หนี้สินและทุน ของผู้เข้าร่วมโครงการได้ ขณะที่ภาคปฏิบัติก็สามารถใช้กลไกของภาคประชาสังคมเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น องค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็งเข้าร่วมเป็นช่องทางในการแก้หนี้ได้ ซึ่งจะทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน/หนี้นอกระบบจะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากการดำเนินนโยบายของภาครัฐ มีความสอดคล้องอย่างเป็นระบบมากขึ้นตั้งแต่การสร้างงานสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มการออม ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลมุ่งมั่นเอาจริงกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนทั้งในและนอกระบบภายใต้ทิศทางประเทศไทย 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยีมาปฏิรูปเศรษฐกิจให้สอดคล้องทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเป็นยุคของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนและผมขอชื่นชมและเป็นกำลังใจครับ







