
ปรับพอร์ตการลงทุนครึ่งปีหลัง
โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ
โดย...ดร.ศุภกร สุนทรกิจ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกๆ ท่าน ครึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วนะครับ เป็นครึ่งปีที่ค่อนข้างตื่นเต้นเพราะเต็มไปด้วยข่าวสารและข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามากระทบต่อพอร์ตการลงทุนของเรา แต่ส่วนใหญ่แล้วสินทรัพย์ส่วนใหญ่ต่างให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี สินทรัพย์บางตัวให้ผลตอบแทนที่ดีแบบน่าใจหาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำมัน ทอง กอง REITs หรือแม้แต่ตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในอดีตที่ผ่านมา หุ้นไทยเราก็ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกเช่นกันเหมือนกับตลาดหุ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา ยกเว้นตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศยุโรปและญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจาก BREXIT และค่าเงินทำให้มีผลตอบแทนติดลบอย่างน่าใจหายเช่นกัน
ในช่วงครึ่งหลังของปี ผมเชื่อว่าทิศทางของตลาดเงินตลาดทุนทั้งในและต่างประเทศจะยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินลงทุนของต่างประเทศที่จะยังคงเคลื่อนไหวเข้าออกไปยังภูมิภาคที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า หรือหลีกเลี่ยงภูมิภาคหรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง อันเนื่องมาจากปัจจัยใหญ่ๆ หลายๆ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง เช่น มาตรการตามหลัง BREXIT มาตรการของทางอังกฤษและ EU ทิศทางและการตัดสินใจของ FED การตัดสินใจของธนาคารของประเทศญี่ปุ่น ผลของการเลือกตั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา ตัวเลขทางเศรษฐกิจของอเมริกาและการปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรและอังกฤษ
ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมานั้นแม้จะอยู่ในการคาดการณ์ของนักลงทุนซึ่งสะท้อนต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์แต่หากมีปัจจัยใดที่ออกมาต่างจากที่ตลาดคาดก็อาจส่งผลในทางตรงข้ามกันได้เช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าแนวโน้มใหญ่ๆ ที่พอจะมองเห็นได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 นี้ที่สำคัญๆ เช่น ดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกับสภาพคล่องของเม็ดเงินที่ยังคงมีในปริมาณที่สูงในแทบทุกภูมิภาค และหากเฟดชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยการเคลื่อนย้ายของเงินทุนยังคงจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น หากเราจะปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดรับกับทิศทางของตลาดเงินตลาดทุนในช่วงครึ่งหลังของปีเพื่อบริหารความมั่งคั่งของเราให้สอดคล้องนั้น น่าจะพอมองเห็นได้เป็น 3 ข้อใหญ่ๆ ได้แก่
1.การมุ่งหาสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนที่สูง (Yield Hunting) เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของหลายประเทศที่ติดลบ ทำให้นักลงทุนมองหาการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้น ธีมการลงทุนแรกของเราก็ควรปรับพอร์ตเข้าหาสินทรัพย์ประเภทนี้เช่นกัน เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ในประเทศ กองทุนรวมตราสารหนี้ภาคเอกชน ที่ให้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล กองทุนตราสารหนี้ของประเทศกำลังพัฒนา และกองทุน REITs ของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น
2.ปรับนโยบายการลงทุนเพื่อสร้างเกราะป้องกันความผันผวน (Volatility Shield) เมื่อตลาดมีความผันผวนมากขึ้นเราควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีกองทุนรวมที่มีการกระจายการลงทุน (Multi Ssset Allocation) หรือลงทุนในกองทุนที่มีการใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงหรือลดความผันผวน (Long Short Strategy) ซึ่งน่าจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนของเราได้ในขณะที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกในระยะยาวได้
3.หากเฟดเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยเม็ดเงินน่าจะเคลื่อนย้ายไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูง เช่น ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่กำลังพัฒนา หรือสินค้าประเภททองคำ หรือสินค้าเกษตร เป็นต้น กองทุนที่แนะนำ เช่น กองทุนรวมตลาดตราสารหนี้ของประเทศที่กำลังพัฒนา (Emerging Bond Fund) กองทุนรวมตลาดหุ้นที่กำลังพัฒนา รวมถึงตลาดหุ้นในประเทศเรา กองทุนรวมทองคำและกองทุนรวมสินค้าเกษตร เป็นต้น
ครับ แม้ว่าทิศทางของตลาดเงินตลาดทุนในช่วงครึ่งหลังของปีจะยังคงมีความผันผวน ผมก็ขอให้ท่านผู้อ่านโชคดีและมีความสุขจากการลงทุนครับ







