สั่งลดขั้นตอนหนุนผลิตยาราคาถูก
สมคิดจี้ อย.ลดขั้นตอนออกใบอนุญาต พร้อมให้ สธ.เป็นเสาหลักจับมือเอกชนดันคลัสเตอร์เฮลท์แคร์
สมคิดจี้ อย.ลดขั้นตอนออกใบอนุญาต พร้อมให้ สธ.เป็นเสาหลักจับมือเอกชนดันคลัสเตอร์เฮลท์แคร์
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง "กระทรวงสาธารณสุขกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ" ในการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า อยากให้ปรับการทำงานขององค์การอาหารและยา (อย.) ในการอำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาตต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายสมคิด กล่าวว่า จากการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการแข่งขันของธนาคารโลก ส่วนที่ไทยต้องแก้ไขมากที่สุดคือการอนุญาตการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) และอีกเรื่องคือการอนุญาตของ อย. ที่ยังมีขั้นตอนมาก ตัวยาบางอย่างหมดอายุของสิทธิบัตรแล้ว ไทยสามารถผลิตเองได้ ก็ยังใช้เวลาขออนุญาตนาน ซึ่งถ้าลดขั้นตอนลงได้ จะสามารถผลิตยาต้นทุนต่ำได้มาตรฐานและประชาชนที่รายได้น้อยก็จะเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น
"ที่ต้องการให้ปรับลดขั้นตอนนี้ ไม่ได้เป็นการเอาใจเอกชน และถ้าทำให้โปร่งใสก็จะไม่มีใครว่าได้ อย.อาจจะมีปัญหาเรื่องขาดงบประมาณ ขาดคน ซึ่งถ้าทำยุทธศาสตร์ให้ชัดแล้วรัฐบาลยินดีที่จะเพิ่มให้" นายสมคิด กล่าว
นายสมคิด กล่าวอีกว่า บทบาทสำคัญประการหนึ่งของ สธ. คือช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลประกาศนโยบายส่งเสริมการลงทุน ในอุตสาหกรรมที่เป็นอนาคต ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่ สธ.เป็นแกนหลักได้ เช่น ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) สุขภาพและความงาม (Health and Spa) แต่ไม่ใช่แค่ดึงต่างชาติมา ลงทุนจะต้องพัฒนาเป็นคลัสเตอร์เพื่อยกระดับให้ประเทศมีอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น
นายสมคิด กล่าวว่า ทุกอุตสาหกรรมพัฒนาจากฐานของเทคโนโลยี ผู้ประกอบการจะไม่ได้มีแต่รายใหญ่แต่จะ มีสตาร์ทอัพสนับสนุนเป็น จำนวนมาก ถ้าผลักดันให้เป็นฮับในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ก็จะเกิด สตาร์ทอัพขึ้นมามาก แต่ก็ต้องมีเอกชนรายใหญ่เข้ามาเป็นตัวกลางผลักดันด้วย สธ.จะต้องเป็นเสาหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์ ว่าการจะเป็นฮับทางการ แพทย์ได้นั้นจะต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง จากนั้นให้ดึงเอกชนและสถาบันการ ศึกษาเข้ามาช่วย ซึ่งแนวทางนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ทำสำเร็จมาแล้วในการ พัฒนาคลัสเตอร์ฟู้ดอินโนโพลิส
"สธ.สามารถเป็นแกนกลางในการดึงเอกชน มหาวิทยาลัย เข้ามาเพื่อสร้างนวัตกรรมทั้งยา สปา สินค้าสมุนไพร เครื่องมือแพทย์ แทนที่จะให้เกิดแบบสะเปะสะปะ คราวนี้คุยร่วมกันเลยว่าเอกชนต้องการนวัตกรรมแบบไหน ถ้าทำจริงจังจะได้รับความนิยมสูงทำให้ได้รับมาตรฐาน ทำแบรนด์ให้อินเตอร์ขายได้ทั่วโลกแน่นอน นี่คือวิธีการสร้างเศรษฐกิจคนรุ่นใหม่จะเกิดอาชีพใหม่อีกมาก ทำแบบนี้ยุทธศาสตร์ชัดกระทรวงก็จะได้งบ มหาวิทยาลัยก็ได้ เอกชนก็ได้ธุรกิจ และต่อไปนี้งบจากเอกชนนี่แหละที่จะเข้ามาแทนที่งบของรัฐ" นายสมคิด กล่าว
นอกจากนี้ ในมิติด้านสังคม อยากให้ สธ. เข้ามาช่วยเหลือในส่วนการลดรายจ่ายโดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพ และให้ร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการมียุทธศาสตร์เพื่อดูแล ผู้สูงอายุ รองรับสังคมผู้สูงอายุ







