
คลังออกแรงเข็น รัฐวิสาหกิจเบิกงบลงทุน
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
สํานักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจหลายแห่งยืนยันตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะได้แรงส่งจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ดีกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ ล่าสุด กรมบัญชีกลางรายงานตัวเลขการเบิกจ่ายช่วง 9 เดือนปีงบประมาณ 2559 (ต.ค. 2558-มิ.ย. 2559) ได้สูงถึง 2.03 ล้านล้านบาท หรือ 74.99% ของงบทั้งหมด สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเบิกจ่ายได้ 73%
ในขณะที่งบลงทุน ซึ่งหลายฝ่ายจับตามองก็สามารถเบิกจ่ายได้ถึง 2.63 แสนล้านบาทคิดเป็น 57.64% ของงบลงทุน 4.57 ล้านบาทแต่ถ้าหันไปมองการเบิกจ่ายการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ กลับพบว่ายังล่าช้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายอย่างมาก
โดยปีงบประมาณ 2559 นี้ กระทรวงการคลังรายงานว่า รัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ได้เสนอตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามเร่งรัดให้มีการเบิกจ่าย เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ แต่ปรากฏว่าช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ หรือตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558-พ.ค. 2559 กลับมีการเบิกจ่ายงบได้เพียง 39% ของงบลงทุนทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังจึงต้องลงมาดูในรายละเอียดเพื่อเร่งให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่าย เพราะเม็ดเงินลงทุน 3 แสนล้านบาทของรัฐวิสาหกิจ เมื่อรวมกับเม็ดเงินลงทุนของหน่วยงานภาครัฐตามปีงบประมาณ 2559 อีกกว่า 5 แสนล้านบาท ถ้ามีการเบิกจ่ายได้ตามเป้า ก็จะทำให้มีเม็ดเงินออกไปขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
เมื่อดูในรายละเอียดแล้วปรากฏว่ามีรัฐวิสาหกิจ 17 แห่ง กำเงินลงทุนไว้ถึง 93% ของงบลงทุนรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ที่ต้องไปกระทุ้งให้เร่งลงทุนซึ่งดูเหมือนจะทำได้ยากเย็นแสนเข็ญ
เริ่มจากรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ อย่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีงบลงทุน 6 หมื่นล้านบาท และเสนอแผนมายังกระทรวงการคลังตามตารางเวลาว่า ช่วง 8 เดือนแรกจะต้องเบิกจ่าย 3.5 หมื่นล้านบาท แต่เอาเข้าจริง มีการเบิกจ่ายได้เพียง 1.8 หมื่นล้านบาท หรือเพียง 48% ของแผนที่วางไว้เท่านั้น
ถัดมาคือบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือเอโอที ที่มีงบลงทุน 1 หมื่นกว่าล้านบาท สามารถเบิกจ่ายได้ 2,400 ล้านบาท หรือ 76% ของเป้าหมายที่เอโอทีเสนอมา แต่แม้จะทำตัวเลขได้ดีกว่าก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่เอโอทีเสนอมา
นอกจากนี้ ยังมีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่มีงบลงทุนปีนี้ 2,000 กว่าล้านบาท และ 8 เดือนแรกสามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 92% ของงบลงทุนที่ กทพ.เสนอมา 748 ล้านบาทตามแผน
ดูจากตัวเลขดังกล่าว กทพ.ก็ยังต้องเร่งสปีดการเบิกจ่ายอีกเพื่อให้แตะเม็ดเงินลงทุนทั้งปี 2,000 กว่าล้านบาท
นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางรัฐวิสาหกิจเท่านั้นที่การเบิกจ่ายล้วนต่ำกว่าเป้าที่แต่ละหน่วยงานเสนอมา ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีนโยบายให้กระทรวงการคลังไปหามาตรการที่จะเร่งการเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจต่างๆ ให้รวดเร็วขึ้น
ซึ่งกระทรวงการคลังก็พยายามทำทุกวิถีทาง ทั้งเร่งรัดไปยังประธานบอร์ดของแต่ละรัฐวิสาหกิจ การมอบหมายให้ผู้แทนกระทรวงการคลังที่นั่งเป็นกรรมการแต่ละรัฐวิสาหกิจไปเคี่ยวเข็ญการเบิกจ่ายในการประชุมบอร์ดแต่ละครั้ง ล่าสุด กระทรวงการคลัง โดย สคร. มีแผนจะเรียกผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม 17 แห่ง ที่กำงบลงทุนไว้จำนวนมาก มาหารือถึงปัญหา อุปสรรค ในการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อจะได้แก้ปัญหาให้ลุล่วงเป็นเปลาะๆ ไป
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า การเคี่ยวเข็ญบรรดารัฐวิสาหกิจต่างๆ ให้เร่งรัดการลงทุนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับการตรวจสอบการทุจริตอย่างเข้มข้นของรัฐบาลทั้งการตรวจสอบจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
เป็นการตรวจสอบที่ลงลึกในรายละเอียดมาก และซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน จนทำให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจแทบไม่กล้ากระดิกตัวเคลื่อนไหวทำอะไร เห็นได้จากบางโครงการมี
การเปลี่ยนทีโออาร์การประมูล 10 กว่าครั้ง เพราะทีโออาร์ที่ออกมาแต่ละครั้งถูกตั้งคำถาม ถูกตรวจสอบแบบถี่ยิบ
นอกเหนือจากการตรวจสอบทุจริตอย่างเข้มงวดแล้ว ประสิทธิภาพในการทำงานของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการผลักดันการลงทุนของแต่ละหน่วยงาน ยิ่งในยามที่จะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 รัฐบาลคงต้องยิ่งเข้าไปดูแลประสิทธิภาพการทำงานของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อไม่ให้โครงการลงทุนต่างๆ หยุดชะงักหรือชะลอตัวออกไป ช่วยให้เม็ดเงินนับแสนล้านบาทออกไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกแรงหนึ่ง







