
เคบีทีจีคลอดฟินเทค
เคบีทีจี ลุยเจรจาฟินเทคต่อเนื่อง คาดเปิดตัวบริการแรกได้ภายในปีนี้ ชี้พร้อมเพย์ทำฟินเทคเกิดยาก
เคบีทีจี ลุยเจรจาฟินเทคต่อเนื่อง คาดเปิดตัวบริการแรกได้ภายในปีนี้ ชี้พร้อมเพย์ทำฟินเทคเกิดยาก
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และประธานบริษัท กสิกร บิสิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (เคบีทีจี) เปิดเผยว่า กำลังพูดคุยกับผู้ประกอบการเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) อยู่ 5-6 ราย เบื้องต้นคาดว่า จะสามารถร่วมงานเป็นพันธมิตรได้ประมาณ 2-3 ราย ในการพัฒนารูปแบบบริการใหม่ (โซลูชั่น) และอาจจะเห็นบริการทางการเงินใหม่จากฟินเทคได้ภายในปลายปีนี้ หากสภาพตลาดเอื้ออำนวย
ทั้งนี้ พันธมิตรฟินเทคในประเภทที่กำลังสนใจ อาทิ ระบบชำระเงิน บริการทางการเงินเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) การซื้อขายตราสารทุนหรือหลักทรัพย์ (Stock Trade) เป็นต้น โดยพันธมิตรมีทั้งทำธุรกิจมานาน และเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ (สตาร์ทอัพ) โดยสตาร์ทอัพจะเป็นพันธมิตรในรูปแบบแลกเปลี่ยนประโยชน์กันและกัน ภายใต้เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม พาร์ตเนอร์
ส่วนความคืบหน้าการลงทุนผ่านกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปิตอล) ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมลงทุนกับรายใด ไม่ว่าจะเป็นในไทยหรือต่างประเทศ เพราะยังไม่พบสตาร์ทอัพฟินเทคใน
เป้าหมาย ความสัมพันธ์กับกองทุนส่วนใหญ่เป็นการแนะนำลูกค้าให้กัน เช่น หากมีฟินเทคด้านแบงก์ที่น่าสนใจ กองทุนจะแนะนำให้ธนาคารเข้าไปทำความรู้จัก หรือหากมีฟินเทคต้องการเงินลงทุน กองทุนจะแนะนำลูกค้าให้มาหาธนาคาร
สำหรับการเดินทางไปดูงานด้านเทคโนโลยีทางการเงินที่สหรัฐอเมริกา 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-21 มิ.ย. ได้ร่วมงาน Exponential Finance Conference ที่นิวยอร์ก รวมทั้งพูดคุยกับบริษัทด้านไอที 2-3 ราย ที่มีแนวโน้มจะมาเป็นพันธมิตรในอนาคต
“ฟินเทคในไทยคงต่างจากต่างประเทศ เพราะพื้นฐานแตกต่างกัน โดยประเทศที่ฟินเทคเกิดและเติบโตได้ดี มักมีระบบธนาคารที่ทำบทบาทได้ไม่เต็มที่ เช่น จีน ที่ความเชื่อมั่นในระบบธนาคารต่ำ หรือสหรัฐ ที่เกิดวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551 จนกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงิน รวมทั้ง โครงสร้างพื้นฐานในการชำระเงินของสหรัฐไม่มีประสิทธิภาพเช่น การเคลียริ่งเช็คต้องใช้เวลาถึง 7 วัน การโอนเงินข้ามรัฐผ่านธนาคารใช้เวลานานมาก เพราะต้องเชื่อมต่อหลายทอด” นายธีรนันท์ กล่าว
สำหรับประเทศไทย ระบบธนาคารได้รับความน่าเชื่อถือและมีควาแข็งแกร่งอย่างมาก จึงคาดว่าแนวโน้มฟินเทคในไทย จะเข้ามาเสริมการให้บริการทางการเงินที่มีอยู่ มากกว่าจะเป็นเทคโนโลยีทางการเงินใหม่อย่างแท้จริง (Pure Fintech) โดยบริการที่ธนาคารทำได้ดีและราคาถูกอยู่แล้ว ฟินเทคจะไม่มีโอกาสเข้ามาแย่งตลาด
นายธีรนันท์ ยกตัวอย่างเช่น บริการระบบชำระเงิน พร้อมเพย์ ที่รัฐบาลร่วมกับสถาบันการเงินไทยพัฒนาขึ้น จะทำให้ฟินเทคที่เกี่ยวกับการโอนเงินระหว่างรายย่อย (Peer to Peer : P2P) เกิดขึ้นได้ยาก เพราะการโอนเงินผ่าน พร้อมเพย์ 5,000 บาทไม่เสียค่าธรรมเนียม หรือหากโอนมากกว่าก็เสียค่าธรรมเนียมต่ำมาก







