
นักลงทุนรอตัวเลขจากจีน หลังเงินหยวนต่ำสุดรอบ 5 ปี
โดย...ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์
โดย...ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.10-35.40 บาท/เหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ เมื่อควันหลงจาก Brexit จางหายไป เราคาดว่านักลงทุนจะหันกลับมาสนใจตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งในสัปดาห์นี้ปัจจัยที่น่าสนใจที่สุดคงเป็นตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่จะทำให้นักลงทุนผิดหวังอย่างหนักในเดือนก่อน เพราะเพิ่มขึ้นเพียง 3.8 หมื่นตำแหน่งเท่านั้น
นักลงทุนจึงรอดูว่าการจ้างงานของสหรัฐจะกลับสู่ภาวะปกติหรือไม่ แต่แม้ว่าตัวเลขนี้จะออกมาดี เงินเหรียญสหรัฐจะยังไม่กลับมาแข็งค่ามาก เนื่องจากนักลงทุนยังไม่เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ๆ โดยหลังจากผลการทำประชามติของสหราชอาณาจักรออกมา ความน่าจะเป็นที่นักลงทุนคาดเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้เหลือเพียง 12% เท่านั้น และอีกปัจจัยที่ตลาดติดตามหรือพลาดไม่ได้ คือตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 และตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนจากจีน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ผู้นำจีนออกมากล่าวว่า จีดีพีคงโตต่ำกว่า 6.7% แน่นอน สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัวอยู่ เราจึงมองว่าทางการจีนจะทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงมากขึ้น ปัจจัยนี้จะกดดันให้สกุลเงินเอเชียอ่อนค่าลงเช่นกัน ทั้งนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินหยวนอ่อนค่าลงมาแตะระดับ 6.7 อ่อนค่าที่สุดในรอบ 5 ปี ทำให้เงินบาทไม่สามารถทะลุระดับ 35.00 บาท ลงไปได้ ดังนั้น ถึงแม้ว่า Brexit จะช่วยให้เงินทุนจากกองทุนต่างชาติไหลเข้าไทยเป็นจำนวนมากตามการเข้ามาเก็งกำไร เนื่องจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการคงดอกเบี้ยของเฟด แต่เงินบาทอาจไม่แข็งค่าขึ้นมาก
ทั้งนี้ เงินบาทเปิดตลาดที่ 35.03 และแข็งค่าในช่วงต้นสัปดาห์ แต่กลางสัปดาห์กลับมาอ่อนค่า หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายวงเงินให้นักลงทุนรายย่อยและบริษัทที่มีสินทรัพย์มากกว่า 100 ล้านบาท ออกไปลงทุนนอกประเทศได้ปีละ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไม่ผ่านตัวกลาง ซึ่งจะทำให้เงินทุนไหลออกจากไทยได้ง่ายขึ้นในระยะต่อไป นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินหยวนที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ก็เป็นแรงกดดันเงินบาทอีกด้วย ทางการจีนให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า ต้องการเห็นเงินหยวนอ่อนค่าลงไปที่ 6.8 ต่อเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปีนี้ จากปัจจุบัน 6.69 เพื่อสนับสนุนการส่งออกที่ยังหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ซึ่งหากเงินหยวนอ่อนค่าไปที่ระดับดังกล่าว จะทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลงถึง 4.5% ในปีนี้ เป็นอัตราใกล้เคียงกับปีก่อน ปลายสัปดาห์เงินบาทอ่อนค่าลงมาปิดตลาดที่ 35.24
(ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)
เงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.1140 และอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นสัปดาห์นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับ Brexit นอกจากนี้ ข่าวเกี่ยวกับสถานะการเงินของธนาคารในอิตาลี ยังทำให้นักลงทุนกังวลว่ายุโรปจะเกิดวิกฤตการเงินอีกครั้ง เนื่องจาก Brexit ทำให้สินทรัพย์ของธนาคารมีมูลค่าลดลง นักลงทุนจึงกังวลว่าทางการอิตาลีจะต้องใช้เงินภาษีประชาชนมาเพิ่มทุนให้ ส่งผลให้ทางการไม่สามารถรัดเข็มขัดทางการเงินได้ตามที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ เงินปอนด์และเงินยูโรจึงอ่อนค่าลงตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเงินปอนด์ลดลงมาต่ำกว่า 1.30 ต่อเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปี ส่วนเงินยูโรอ่อนค่าลงมาปิดตลาดที่ 1.1059
ด้านเงินเยน เปิดตลาดที่ 102.51 และทยอยแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับสถานะการเงินของธนาคารในยุโรป ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจจากญี่ปุ่นจะเริ่มส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจต้องเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบก็ตาม โดยการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ผลิตในญี่ปุ่น (Tankan Survey) ที่ธนาคารญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก สะท้อนว่ามุมมองเกี่ยวกับเงินเฟ้อของผู้ประกอบการปรับแย่ลง โดยผู้ประกอบการคาดว่าเงินเฟ้อในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะอยู่ที่ 1.1% หรือเท่ากับไม่เชื่อว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะทำให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจับตาสถานการณ์ในยุโรปมากกว่า ทำให้เงินเยนปิดตลาดแข็งค่าที่ 100.55







