ครึ่งปีหลังราคาน้ำมันทรงตัว
สนพ.ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันในประเทศครึ่งปีหลังทรงตัว เหตุเบร็กซิตกดราคาน้ำมันโลกร่วง
สนพ.ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันในประเทศครึ่งปีหลังทรงตัว เหตุเบร็กซิตกดราคาน้ำมันโลกร่วง
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยสถานการณ์การใช้พลังงานในปี 2559 ว่า ทิศทางราคาน้ำมันในประเทศจะทรงตัวตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยอยู่ที่ 45-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซลจะอยู่ที่ระดับ 25 บาท/ลิตร และปรับขึ้นลงไม่เกิน 1-2 บาท/ลิตร
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันยังทรงตัวมาจากผลของการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษ (เบร็กซิต) ทำให้ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันปรับลดลงจากระดับ 45 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 43 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะทะลุไปกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
“แต่ขอให้ประชาชนสบายใจว่าราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศ” นายทวารัฐ กล่าว
สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าราคาดีเซลสูงกว่าเบนซิน ทั้งๆ ที่ดีเซลเป็นน้ำมันที่ใช้ในภาคขนส่ง มีผลต่อเศรษฐกิจนั้น ที่ผ่านมาราคาน้ำมันสำเร็จรูปดีเซลตลาดสิงคโปร์อยู่ในระดับสูงกว่าเบนซิน เนื่องจากมีความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาดีเซลในประเทศสูงกว่าเบนซิน เพราะสัดส่วนของการผสมไบโอดีเซล (บี 100) ที่มีต้นทุนสูง อยู่ที่ลิตรละ 39.71 บาท/ลิตร ส่วนกลุ่มเบนซินแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ใช้เอทานอลผสม ราคาอยู่ที่ 22.80 บาท/ลิตร
อย่างไรก็ตาม สนพ.ได้คาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำมันภาพรวมปี 2559 จะเพิ่มขึ้น 4.3% โดยเบนซินจะเพิ่มขึ้น 9.7% ดีเซลเพิ่มขึ้น 3.2% จากราคาขายปลีกที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่การใช้น้ำมันเครื่องบินคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5.7% จากการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนการใช้น้ำมันเตาคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 22.6% ด้านการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) จะลดลง 4.3%
นายทวารัฐ กล่าวอีกว่า ความต้องการใช้พลังงานภาพรวมในปี 2559 จะเติบโต 2.6% ตามภาวะเศรษฐกิจ แบ่งเป็นน้ำมันขยายตัว 4.4% เนื่องจากราคาลดลง ประกอบกับผู้ใช้รถยนต์แอลพีจีและเอ็นจีวีหันมาใช้น้ำมันแทน ส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลง 0.3% ถ่านหินเพิ่มขึ้น 1.8% ลิกไนต์เพิ่มขึ้น 3% เพราะนำมาผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพิ่มขึ้น พลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 36.5%
ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในปี 2559 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3.9% หรือมีปริมาณการใช้ไฟฟ้า 181,673 ล้านหน่วย มีสาเหตุจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน ในขณะที่ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) สะท้อนราคาก๊าซธรรมชาติที่อ้างอิงราคาน้ำมันย้อนหลัง 6-12 เดือน โดยค่าเอฟทีงวดแรกได้ปรับลดไปแล้วตั้งแต่ต้นปี และจะลดลงอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปี 2559 จากราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) กล่าวว่า ค่าเอฟทีรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2559 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่มีโอกาสที่ค่าเอฟทีจะลดลง







