posttoday
สังคมผู้สูงวัย

สังคมผู้สูงวัย

07 กรกฎาคม 2559

อีกไม่กี่ปีข้างหน้า สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยประเมินจากสถิติแล้วคาดว่าในเร็ววันนี้เราจะมีผู้สูงอายุทั่วประเทศจำนวน 15 ล้านคน จากประชากรประมาณ 65 ล้านคน

อีกไม่กี่ปีข้างหน้า สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยประเมินจากสถิติแล้วคาดว่าในเร็ววันนี้เราจะมีผู้สูงอายุทั่วประเทศจำนวน 15 ล้านคน จากประชากรประมาณ 65 ล้านคน

เรื่องนี้ อูริก ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้พูดถึงประชากรสูงวัยของไทยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสรุปว่าภาวะประชากรสูงอายุถือเป็นแรงต้านการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญตัวหนึ่ง

หากพิจารณาอัตราการเพิ่มขึ้นประชากรสูงวัยของไทยแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับประเทศอื่นในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น คาดว่าตั้งแต่ปีนี้จนถึงปี พ.ศ. 2583 ประชากรวัยทำงานของไทยจะลดลงอีก 11% จากปัจจุบันที่มีประชากรวัยทำงาน 49 ล้านคน จะลดลงเหลือ 40.5 ล้านคน ในปี 2583 ถือว่าเป็นประเทศที่มีประชากรวัยทำงานลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในเอเชียตะวันออก ดังนั้นการเพิ่มผลิตภาพของแรงงานจึงมีความสำคัญมาก

ปัจจุบันสัดส่วนประชากรสูงวัยที่อายุ 65 ปี มีสัดส่วน 11% หรือราว 7.5 ล้านคน ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ปี 2538 มีสัดส่วนเพียง 5% ของประชากรทั้งหมด เมื่อการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยจะกลายเป็นเรื่องปัญหาในอนาคตก็ได้ ข้อที่ต้องให้ความสนใจก็คือ ขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยังไม่ได้เป็นประเทศรายได้สูง แต่กลับมีประชากรสูงอายุสูงมาก ซึ่ง
สวนทางกับสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ที่สัดส่วนประชากรสูงวัยยังน้อยและเป็นประเทศที่รายได้สูง

ความท้าทายของประเทศไทยคือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสูงอายุว่าจะมีการปฏิรูปหรือรับมืออย่างไร ผู้อำนวยการธนาคารโลก ยังมองว่าปัจจุบันจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปและการดำเนินการที่จะช่วยส่งเสริมให้เป็นประชากรสูงวัยที่มีสุขภาพดี และมีผลิตภาพสำหรับคนไทยมากขึ้น

ในความเป็นจริงแล้ว ผู้สูงอายุจำนวนมาก (โดยเฉพาะคนเกษียณงานเมื่ออายุ 60 ปี) ยังมีความรู้ความสามารถในการทำงาน การดำรงชีวิตอยู่โดยไม่มีงานทำหลังเกษียณจึงไม่เกิดประโยชน์ใดๆ หรือการคิดว่าควรจะได้พักผ่อนตลอดเวลาแล้วก็คงไม่ใช่ หลายคนลูกหลานก็ไม่มีเวลาดูแล ส่วนเงินออมที่เก็บสะสมไว้ใช้หลังเกษียณอายุหรือเงินบำนาญชราภาพจากกองทุนประกันสังคม (หรือแม้แต่ข้าราชการหลังเกษียณที่มีบำเหน็จบำนาญ) ก็อาจไม่เพียงพอใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตปกติด้วยซ้ำไป

จากการสำรวจพบว่าประชากรสูงวัยของไทยจำนวนมาก แม้เกษียณอายุแล้วก็ยังต้องทำงาน สะท้อนให้เห็นว่ารายได้ไม่พอเลี้ยงตนเองหลังเกษียณ นอกจากนี้สังคมสูงวัยยังมีผลต่อต้นทุนการใช้จ่ายด้านการคลังของภาครัฐที่จะเพิ่มสูงขึ้น เพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งการที่คนวัยทำงานต้องมีการหารายได้มาดูแลผู้สูงอายุด้วย

การเตรียมรับสังคมสูงวัยจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับประเทศไทยรวมถึงการจะต้องปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและยกระดับทักษะให้สูงขึ้น เพื่อผู้สูงวัยจะได้ทำงานที่เหมาะสมกับวัย (อันเนื่องมาจากกำลังแรงงานรวมที่ลดลง รวมทั้งแนวโน้มที่อาจจะมีการเพิ่มจำนวนผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น) และที่สำคัญการให้ความมั่นใจว่าการดูแลคนสูงวัยจะมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม เพียงพอที่จะประคองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควรด้วย

แต่เมื่อศึกษาให้ดีแล้ว แนวโน้มสังคมผู้สูงวัยยังสร้างโอกาสได้ด้วย เพราะเราสามารถขยายรายได้จาก “เมดิคัลทัวริซึ่ม” หรือ “การท่องเที่ยงเชิงสุขภาพ” คือ เชิญชวนคนต่างชาติมาเที่ยวและมาใช้บริการด้านสุขภาพในไทยด้วย ซึ่งจะขยายในแง่การกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งภาคการท่องเที่ยวภาคการเงินจากการจับจ่ายใช้สอย เป็นต้น

การเสนอร่าง “พระราชบัญญัติการจ้างงานผู้สูงอายุ พ.ศ. ...” ของรัฐบาล จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของการรับมือต่อภาวะสังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย

แต่ที่สำคัญที่สุด เห็นจะเป็นเรื่องของ “การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ” ด้วยการทำให้ผู้สูงอายุสามารถ “อยู่จนชรา ศึกษาจนแก่เฒ่า” อย่างแท้จริง ครับผม!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท