
อิตาลีออกจากยูโร ที่ไม่เกี่ยวกับผลบอล
โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย
โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย
พอดีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเห็นหัวข้อข่าว “Italy exits euros” แล้วตกใจ อ่านไปอ่านมาก็ร้อง อ๋อ ที่แท้หมายถึงอิตาลีดวลจุดโทษแพ้เยอรมนีตกรอบ “ยูโร 2016” ไม่ใช่ว่าอิตาลีจะออกจากกลุ่มยูโรโซนแต่อย่างใด แต่ที่ตกใจก็เพราะว่าหัวข้อข่าวนั้นไปกระตุ้นต่อมความ “กลัว” ของเรา หลังเกิดเหตุการณ์ Brexit แล้ว ก็เกรงว่าจะเกิดอาการ “ลาม” ของการไม่เอา EU หรือการรวมกลุ่มเป็นยูโรโซน ไปยังประเทศอื่นๆ ดังนั้น ในที่นี้ผมขอมาพูดเกี่ยวกับอิตาลี ที่กำลังจะมีการลงประชามติไม่เกินเดือน ต.ค.นี้
การลงประชามติในอิตาลี ไม่เหมือนการลงประชามติของสหราชอาณาจักร (UK) ไม่ใช่การออกเสียงว่าจะอยู่ต่อหรือออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) แต่เป็นการรับหรือไม่รับการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ถ้าดูเผินๆ ก็ไม่น่ากังวลเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกภาพยูโรโซนของอิตาลี
ที่มาที่ไปของการลงประชามติของอิตาลีครั้งนี้ คือ อิตาลีมีระบบ 2 สภา แต่สองสภามีอำนาจเท่าๆ กัน กฎหมายที่จะออกมาต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภา ทำให้บ่อยครั้งที่กฎหมายสำคัญๆ ถูกเตะถ่วงโยนไปโยนมาระหว่างสองสภาไม่มีสิ้นสุด แต่ในการลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายกฯ นั้น กลับใช้เสียงแค่สภาใดสภาหนึ่งก็พอ จึงกลายเป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะปรับประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้ ซึ่งน่าจะช่วยทำให้การเมืองของอิตาลีมีเสถียรภาพมากขึ้น (แต่ก็มีการต่อต้านว่าเป็นการรวบอำนาจ) และก็ไม่เกี่ยวกับเอาหรือไม่เอา EU/ยูโรโซน
อีกทั้ง ผู้นำประเทศอื่นคงเห็นอังกฤษเป็นตัวอย่าง คงไม่ได้อยู่ดีๆ ลุกขึ้นมา “เดิมพัน” เปิดให้มีการลงประชามติเสียเอง หลังจาก Brexit ผ่านไป ความเสี่ยงทางการเมืองในยุโรปเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงประชามติ หรือการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ก็อาจเสมือนเป็นการลงประชามติเอาหรือไม่เอา EU/ยูโรโซน ไปโดยพฤตินัย
ความเสี่ยงของการลงประชามติอยู่ที่ มัตเตโอ เรนซี นายกรัฐมนตรี ดันไป “เดิมพัน” โดยประกาศว่าจะลาออกหากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งผลโพลล่าสุด (3 ก.ค.) ถ้านับเฉพาะผู้ที่ตอบว่าเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย ชี้ว่าเสียงที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอยู่ที่ 48% และไม่เห็นด้วยอยู่ที่ 52% แต่ยังมีผู้ตอบว่ายังไม่ตัดสินใจอยู่สูงถึง 30-40% จึงยังมีความไม่แน่นอนสูง
แต่ถ้าเกิดว่าทำประชามติแล้วไม่ผ่าน และนายกฯ ลาออกจริง ก็อาจเปิดทางให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่ และมีโอกาสที่พรรคที่ไม่เอาการรวมกลุ่มใช้เงินสกุลยูโร อย่างเช่น พรรค Movimento 5 Stelle (Five-Star Movement, M5S) เข้ามา อันเป็นการปูทางไปสู่การลงประชามติเกี่ยวกับยูโรโซนในที่สุด ถ้านับคะแนนความนิยมในปัจจุบัน พรรค Partito Democratico (Democratic Pary, PD) ของนายกฯ เรนซี ยังได้รับคะแนนนิยมมากสุด ประมาณ 30% แต่ก็ลดลงมากจากที่เคยได้ 42-43% เมื่อ 2 ปีก่อน และปัจจุบันก็สูสีอย่างมากกับพรรค M5S ซึ่งมีคะแนนนิยมประมาณ 30% ทั้งที่มีที่นั่งในสภาล่างของอิตาลี 14% นับว่า M5S ซึ่งจุดกระแสไม่เอายูโรโซน (แต่ยังอยู่ใน EU ต่อไป) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นรวดเร็วในช่วงปีกว่าๆ ที่ผ่านมา
ความไม่แน่นอนยังมีอยู่อีกมาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะผ่านประชามติทำให้ไม่ต้องกลัวว่าอิตาลีจะ “Exit” หรือหากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรค M5S อาจไม่ชนะการเลือกตั้ง หรือหากชนะและเปิดให้ลงประชามติ ผลก็อาจออกมาว่าอยากจะอยู่ในยูโรโซนต่อไปก็ได้ ดังนั้น โอกาสที่อิตาลีจะออกจากยูโรโซนยังมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย
หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของอิตาลีในยูโรโซน ซึ่งจะกดดันเศรษฐกิจอิตาลี และสร้างกระแส การไม่เอายูโรให้มีน้ำหนักมากขึ้นด้วย
แต่ก่อนจะถึงการลงประชามติอิตาลีในเดือน ต.ค. เรามองว่าธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกน่าจะมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผลกระทบจากผลการโหวต Brexit สภาพคล่องใหม่ที่จะเข้ามานี้ น่าจะพอผลักดันสินทรัพย์เสี่ยงให้ปรับตัวดีขึ้น จึงน่าจะเป็นเวลา 2-3 เดือนที่ยังน่าจะดีอยู่ หลังจากนั้นก็รอไปลุ้นผลการลงประชามติของอิตาลีอีกที แล้วก็อย่าลืมการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันที่ 8 พ.ย.นี้, การเลือกตั้งนายกฯ เนเธอร์แลนด์ ไตรมาสแรกปีหน้า รวมไปถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งกระแสการไม่เอายูโรนับรุนแรงมาก
ทีเดียวทั้งในเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส ไว้จะมาเล่าให้ฟังนะครับ







