
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
หลังข่าวการบุกเข้าซื้อหุ้นของธุรกิจรายใหญ่ระดับโลกมากมาย ทำให้อี-คอมเมิร์ซไทยเป็นที่จับตามองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะภาพรวมตลาดอี-คอมเมิร์ซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังอาลีบาบาบุกไทยและอะเมซอนบุกอินโดนีเซีย
ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท แอสเซ็นด์ กรุ๊ป กล่าวว่า การรวมตัวกันของรายใหญ่ทำให้ธุรกิจรายเล็กอาจจะอยู่ยากขึ้นหรือไม่รายใหญ่อาจจะเข้าถือหุ้นรายเล็กหากธุรกิจดีจริง ทำให้ระยะห่างของแต่ละอันดับธุรกิจแคบลง
“ผู้เล่นที่หายไปไม่ได้กระทบต่อการจับจ่ายและความเชื่อมั่นของลูกค้า การซื้อขายในโลกออนไลน์ยังมีทิศทางที่ดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจจะปรับแค่จำนวนผู้ให้บริการลดลงเท่านั้น การรวมกันของรายใหญ่จะทำให้ความกล้าซื้อขายสินค้าออนไลน์แข็งแรงขึ้น อย่างเช่น อินโดนีเซียที่มีประชากรเยอะอะเมซอนก็เลือกเข้าไปทำตลาดก่อน ส่วนไทยก็มีอาลีบาบาเข้ามา แสดงให้เห็นว่าอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้มีทิศทางดีขึ้นเรื่อยๆ”
เห็นได้จากมูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซอาเซียนโตขึ้น 32% จากตลาดค้าปลีกออนไลน์ที่สูงถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไทยตัวเลขขยับขึ้นเป็น 2% หรือ 5 หมื่นกว่าล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีเพียง 1% เท่านั้น
“เศรษฐกิจยิ่งชะลอตัวคนจะยิ่งช็อปออนไลน์มากขึ้น เพราะสินค้าไม่แพงและจัดส่งถึงปลายทาง ขั้นตอนการใช้จ่ายก็ง่ายขึ้น ยิ่งพื้นที่ต่างจังหวัดธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยิ่งมีทิศทางที่ดีกว่าในเมือง นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตลาดออนไลน์จะโต 30-40% แต่แอสเซนด์กรุ๊ปโตกว่า 50% เรียกว่าโตกว่าตลาดแบบปีต่อปีและปีหน้าเชื่อว่ามีโอกาสคืนทุน”
ทั้งนี้ การเปิดเว็บไซต์ วีมอลล์ (Wemall) ถือว่าเป็นการขยายธุรกิจจากไอทรูมาร์ทและวีเลิฟช็อปปิ้งเข้ามาสู่สินค้าแบรนด์เนม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสเติบโตได้เพราะลูกค้ามีกำลังซื้อ หลังเปิดทดลองใช้งาน 1 เดือนมีลูกค้าแล้วกว่า 2 ล้านคน ตั้งเป้าลูกค้าเพิ่มขึ้น 3 เท่าในปีหน้า และร้านค้าในระบบ 250 แบรนด์ช็อป โดยปีที่ผ่านมาใช้งบกว่า 300 ล้านบาท พัฒนาแพลตฟอร์มและทำตลาดและจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นในไตรมาส 4 ปีนี้







