
ต้องฟังเสียงคนพื้นที่
เกิดคำถามต่อนโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนแทบทุกรัฐบาลพยายามผลักดันการใช้พื้นที่ชายฝั่งทั้งอ่าวไทยและอันดามันเพื่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ใน รูปแบบต่างๆ โดยให้น้ำหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาในระดับต่ำ
เกิดคำถามต่อนโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนแทบทุกรัฐบาลพยายามผลักดันการใช้พื้นที่ชายฝั่งทั้งอ่าวไทยและอันดามันเพื่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ใน รูปแบบต่างๆ โดยให้น้ำหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาในระดับต่ำ
ล่าสุด กรมเจ้าท่าจะลงพื้นที่เพื่อเตรียมผลักดันโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล หลังจากได้พยายามเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่มาหลายครั้ง แต่ถูกต่อต้านโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้กรมเจ้าท่าจะลงพื้นที่เป็นครั้งสุดท้าย โดยจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เพื่อประเมินว่าจะสามารถเดินหน้าต่อหรือยกเลิกโครงการ
ฉะนั้น การลงพื้นที่ในครั้งนี้กรมเจ้าท่าต้องเชิญประชาชนผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเข้าร่วม และจะต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งข้อดี ข้อเสียให้ประชาชนได้รับทราบอย่างตรงไปตรงมา เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถูกกล่าวหาจากเจ้าของพื้นที่ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบมักมุบมิบดำเนินการการจัดรับฟังความเห็น เลือกเชิญเฉพาะฝ่ายสนับสนุนมาร่วมประชุม ทำให้เกิดความหวาดระแวงและไม่เชื่อถือข้อมูลของฝ่ายรัฐ
ขณะที่การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ขาดความรอบด้านและไม่มีความโปร่งใส
ที่สำคัญยิ่งนโยบายการนำทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลไปใช้เพื่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เกิดข้อสงสัยถึงความคุ้มค่า และผลประโยชน์ตอบแทนที่ประเทศจะได้รับ โดยเฉพาะการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมสงขลา-สตูล หรือแลนด์บริดจ์ สามารถเอื้อให้มีการขนส่งสินค้าออกไปต่างประเทศจำนวนมากมายตามที่กรม เจ้าท่าพยายามผลักดันจริงหรือไม่
ทั้งนี้ เพราะในบริเวณ จ.สงขลา และสตูล ไม่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอกเหนือจากยางพาราและปาล์ม ฉะนั้นจะมีผู้ประกอบการประเภทใดที่สนใจจะเข้ามาใช้ท่าเรือและขนส่งสินค้าข้ามสะพานแห่งนี้กันอย่างคึกคัก ในขณะที่รัฐจะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากถึงนับแสนล้านบาท
ที่สำคัญไปมากกว่านั้นโครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู จ.สตูล เลือกพื้นที่ดำเนินการในบริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรากินเนื้อที่ประมาณ 4,000 ไร่ ทั้งที่สภาพความเป็นจริง เรามีท่าเรือที่ จ.ระนอง มีท่าเรือที่ จ.ภูเก็ต จำนวนหลายสิบแห่ง แต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้นำไปใช้งานอย่างคุ้มค่า
แต่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กลับผลักดันแผนการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ไว้ทั้งหมดถึง 55 โครงการ ใช้งบประมาณรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท มีทั้งโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือ การก่อสร้างรถไฟทางคู่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี การก่อสร้างทางพิเศษ ฯลฯ
คำถามก็คือทำไมจะต้องนำพื้นที่อุทยานแห่งชาติไปใช้เพื่อการพัฒนาที่ขัดแย้งและสวนทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ซึ่งมีมูลค่าต่อระบบนิเวศและการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล โดยเฉพาะสตูลซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางทะเลใต้น้ำมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
หากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ หรือแผนของ สนข. มุ่งเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยลดคุณค่าของทรัพยากรทางทะเลลง แลกเม็ดเงินจากอุตสาหกรรมรูปแบบอื่นมาแทนที่ นั่นเท่ากับภาครัฐกำลังส่งเสริมและสนับสนุนการทำลายความหลากหลายของระบบนิเวศทางทะเลเขตร้อน เพื่อหวังน้ำบ่อหน้าที่มีความความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยให้คนในพื้นที่แบกรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต







