posttoday

"ดีแทค"มั่นใจปั้นสตาร์ทอัพสุดเจ๋งต่อปี 4

06 กรกฎาคม 2559

การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนเอกชนจะแตะ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้ไม่ยาก เพราะสตาร์ทอัพไทยมีคุณภาพและกำลังเป็นที่ต้องการ

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ยังคงสานต่อโครงการปั้นสตาร์ทอัพหน้าใหม่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 กับโครงการดีแทคแอคเซอเลอเรท ซึ่งมั่นใจว่าเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่สานต่อโครงการบ่มเพาะได้ต่อเนื่องและประสบความ สำเร็จมากที่สุด ทั้งยังตั้งเป้าจะเป็นคนสานฝันเด็กรุ่นใหม่ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นซิลิวอนวัลเล่ย์ของเมืองไทย

สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ ดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า การทำงานสตาร์ทอัพทางด้านเทคโนโลยีนั้น ทั้งในไทยและทั่วโลกมีโอกาสเจ๊งกว่า 80% ไม่ประสบความสำเร็จ 10% และประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลอีก 10% แต่สตาร์ทอัพในประเทศไทยยังมีเพียง 2,000-3,000 รายเท่านั้นเมื่อเทียบกับทั่วโลก ดังนั้นยังมีโอกาสอีกมากสำหรับคนเหล่านี้

“เด็กรุ่นใหม่ที่เข้ามาเป็นสตาร์ทอัพนั้น เพราะเจอปัญหาสะสมเรื่องต่างๆ มานานและอยากจะเข้าไปแก้ไขปัญหานั้นด้วยเทคโนโลยี ถือว่าเป็นเรื่องราวที่จะช่วยแก้ไขปัญหาภาพรวมที่คนในสังคมกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ การคิดอย่างสร้างสรรค์และลงมือพัฒนาจะช่วยปลูกฝังแนว คิดที่ดีต่อสังคม”สมโภชน์ กล่าว

ทั้งนี้ เงินทุนจากเอกชนและภาครัฐที่ไหลเวียนเข้ามาในระบบสตาร์ทอัพ จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขที่เปิดเผยได้ในปี 2558 คือมีสตาร์ทอัพระดมทุนได้กว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังมีตัวเลขที่ยังไม่ได้เปิดเผยอีกมหาศาล คาดว่าสิ้นปี 2559 จะมีเม็ดเงินไหลเวียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การเกิดปัญหาฟองสบู่ในเทคสตาร์ทอัพ อย่างกรณีเอ็นโซโก้และกรุ๊ปปองนั้น เป็นเพราะธุรกิจที่เข้าตลาดหุ้นจะมีการตีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริง ดังนั้น สตาร์ทอัพไทยที่ยังมีมูลค่าธุรกิจไม่สูงมากหากได้รับความสนใจจากทางนักลงทุนต่างชาติมากขึ้นจะต้องวางแผนให้ดี โดยดีแทคจะมีผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาให้คำแนะนำแก่คนเหล่านี้เพื่อวางรากฐานของธุรกิจให้แข็งแรงหากต้องเข้าสู่ตลาดหุ้นในอนาคต”

ทั้งนี้ ดีแทคคาดว่าการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนเอกชนจะแตะ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐได้ไม่ยาก เพราะสตาร์ทอัพไทยมีคุณภาพและกำลังเป็นที่ต้องการ ซึ่งทางดีแทคเองตลอด 4 ปีได้ลงทุนไปแล้วกว่า 1.2 พันล้านบาท โตขึ้น 3-15 เท่า เฉลี่ยการลงทุนแต่ละทีมอยู่ที่ 5 แสน-1.5 ล้านบาท

"ดีแทค"มั่นใจปั้นสตาร์ทอัพสุดเจ๋งต่อปี 4 สมโภชน์

วสะ สุภาโชค เอี่ยมสุรีย์ ผู้ก่อตั้ง ฟาสต์เวิร์ค ผู้ให้บริการค้าหาฟรีแลนซ์ด้านไอทีโปรแกรมมิ่ง กราฟิกดีไซน์ นักเขียนและการตลาดออนไลน์ กล่าวว่า หนึ่งในสี่ของธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยต้องการว่าจ้างพนักงานอิสระหรือฟรีแลนซ์เพราะงานเสร็จไวตามกำหนดและไม่ต้องมีภาระว่าจ้าง

“แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีการควบคุมพนักงานอิสระเหล่านี้ ฟาสต์เวิร์คซี่งเป็นมาร์เก็ตเพลสจะช่วยเป็นตัวกลางระหว่างผู้ว่าจ้างและพนักงานอิสระให้เป็นที่น่าเชื่อถือมากขึ้นเพราะเอสเอ็มอีใช้เงินกว่า 1.7 พันล้านบาท/เดือนในการจ้างงานและฟรีแลนซ์ในตลาดมีกว่า 1.4 แสนราย ทำให้มีเงินผ่านระบบฟาสต์เวิร์คแล้วกว่า 2.4 ล้านบาท ผู้ว่าจ้างโต 20% ต่อสัปดาห์ การจ้างงานเพิ่มขึ้น 17% ต่อสัปดาห์”

เจษฎา สุขทิศ ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่นที่ปรึกษาด้านการเงิน Finnomena กล่าวว่า ระบบได้มีการร่วมมือกับ 23 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ในการเป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน

“การทำระบบที่เรียกว่า Nter นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้แก่คนที่มีเงินเก็บไม่สูงมากเพียง 2,800 บาท/เดือน ได้มีเงินใช้ในยามเกษียณ ขณะนี้มีการเปิดบัญชีแล้วกว่า 300 บัญชี ตั้งเป้าภายใน 3 ปีให้มีเงินสะพัด 5,000-1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.1% ของส่วนแบ่งตลาดของเงินในกองทุนทั้งหมดที่มีกว่าหลายแสนล้านบาท”

ฐิตินาถ งานวงศ์พาณิชย์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ wearandshare.net เว็บไซต์สำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องออกงาน เช่น แต่งงาน งานพรอม ปาร์ตี้ เป็นต้น มีคนออกงานกว่า 12 ล้านคน มีมูลค่าการใช้จ่ายชุดกว่า 7,200 ล้านบาท หลังเปิดตัวมา 4 เดือนมีชุดในระบบเพื่อปล่อยเช่าแล้วกว่า 300 ชุดจากแบรนด์ชั้นนำในราคาเริ่มต้นที่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อการเช่า 6 วัน

“ปัญหาเรื่องชุดออกงานที่ใส่เพียงครั้งเดียวแล้วเลิกใช้ซ้ำทำให้ผู้ซื้อเลือกมองหาชุดลอกเลียนแบบมากกว่าของแท้เพราะราคาถูกทำให้เจ้าของผลงานที่ต้องออกแบบและตัดเย็บเสียโอกาส การมีตัวกลางที่รวบรวมเจ้าของชุดและผู้ที่อยากใส่ไว้ด้วยกันจะลดปัญหาการซื้อของปลอม โดยทางเว็บจะช่วยถ่ายรูป ทำการตลาดและโปรดักชั่นทั้งหมดผ่านระบบเช่าแบบออนไลน์และจัดส่งให้ลูกค้าถึงบ้าน”

นันทิพัฒน์ นาคทอง นักพัฒนาแว่นตาสำหรับคนตาบอด Visionear กล่าวว่า ปัญหาคนตาบอดในไทยที่มีกว่า 3 แสนราย ที่ต้องการอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอุปกรณ์ไอโอทีชิ้นนี้ประกอบด้วย แว่นตา หูฟังและแอพพลิเคชั่นบนมือถือ

“ระบบจะอ่านข้อมูลผ่านบาร์โค้ด เพื่อช่วยตรวจสอบสี หลอดไฟและแยกธนบัตร เพียงผู้ใช้งานชูสิ่งของระบบสายตาห่างใบหน้าประมาณ 1 ฟุต ระบบจะพูดให้คนตาบอดฟัง สามารถพูดได้ถึง 3 ภาษา คือ ไทย จีนและอังกฤษ ราคาเครื่องจะอยู่ที่ 30 และ 150 เหรียญสหรัฐและวางแผนขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตด้วย”

ข่าวล่าสุด

ไขปริศนาฟ้าหลัว ทำไมค่าฝุ่น PM2.5 มาตรฐาน แต่ท้องฟ้าไม่สดใส