
คลังอังกฤษปูทางแข่งอียู สร้างสวรรค์เลี่ยงภาษี
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
จอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลังอังกฤษ เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ว่า ตั้งเป้าหมายลดภาษีนิติบุคคลจากระดับปัจจุบันที่ 20% เป็น 15% ซึ่งไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อดึงดูดให้เอกชนยังคงลงทุนในสหราชอาณาจักรหลังจากถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต โดยวางแผนจะปรับลดให้เหลือ 19% ภายในเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้ และปรับลดเหลือ 17% ภายในปี 2020 จากอัตราปัจจุบันที่ 20%
ก่อนหน้าการทำประชามติ ออสบอร์น เคยเตือนว่า หากอังกฤษออกจากอียูจะทำให้อังกฤษต้องขึ้นภาษีและลดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากผลประชามติชี้ชัดว่าเบร็กซิต รัฐมนตรีคลังคนดังกล่าว ประกาศยกเลิกเป้าหมายงบประมาณเกินดุล เนื่องจากเบร็กซิตมีแนวโน้มกระทบต่อเศรษฐกิจของอังกฤษ
นอกจากนี้ ออสบอร์น ระบุว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ที่จะขึ้นมาแทนเดวิด คาเมรอน จะต้องพยายามให้อังกฤษเข้าถึงตลาดเดียวของอียูต่อไปให้ได้มากที่สุด โดยการควบคุมไม่รับผู้อพยพจากอียูจะทำให้การเข้าถึงตลาดเดียวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หลังบรรดาผู้นำในอียูต่างยืนยันจะให้อังกฤษยอมรับการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างอิสระ ถ้าหากต้องการเข้าถึงตลาดเดียว
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังอังกฤษ ยังระบุอีกด้วยว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องสานต่อโครงการขนส่งสาธารณะต่อ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงลอนดอนสู่ทางเหนือของอังกฤษ ทั้งนี้
พรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีรอบแรกในวันนี้ โดยผู้ที่ได้คะแนนเสียงน้อยที่สุดจะต้องออกจากการแข่งขันไป
หลังการเปิดเผยดังกล่าว ค่าเงินปอนด์ปรับตัวแข็งค่าขึ้น 0.2% เป็น 1.3294 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ เมื่อเวลา 07.39 น. ตามเวลากรุงลอนดอนของวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังจากในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงไปมากถึง 7.6% และเป็นค่าเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในบรรดาค่าเงินหลัก 31 สกุลเงินตามดัชนีของบลูมเบิร์ก เมื่อเดือน มิ.ย.
อียูเตรียมโวยผู้ดีสร้างสวรรค์เลี่ยงภาษี
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า การเสนอปรับลดภาษีดังกล่าวจะทำให้ภาษีนิติบุคคลของอังกฤษปรับตัวลงใกล้กับไอร์แลนด์ที่ 12.5% ซึ่งจะสร้างความไม่พอใจให้แก่ประเทศอื่นๆ ในอียู โดยเฉพาะเยอรมนี โดยจากข้อมูลของศูนย์ภาษีสำหรับธุรกิจ มหาวิทยาลัย ออกซฟอร์ด พบว่า ภาษีนิติบุคคลเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ อยู่ที่ 28.7% ในขณะที่ภาษีนิติบุคคลเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) อยู่ที่ 25%
คาส รอย-คาวด์ฮิวรี หัวหน้าฝ่ายภาษีของเอซีซีเอ บริษัทจัดการบัญชี เปิดเผยว่า หากอังกฤษปรับลดภาษีและมีนโยบายภาษีเพื่อดึงดูดต่างชาติลงทุน จะเป็นการขัดกับกฎการแข่งขันอย่างยุติธรรมระหว่างบรรดาสมาชิกอียู และจะทำให้ภาคเอกชนเกิดความกังวล เนื่องจากอียูอาจจะตอบโต้กลับอังกฤษได้
สอดคล้องกับสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างบันทึกของ ปาสคัล เซนท์-เอมานส์ หัวหน้าฝ่ายภาษีของโออีซีดี ว่า ผลกระทบด้านลบจากเบร็กซิต จะทำให้อังกฤษต้องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันผ่านการลดภาษีมากขึ้น โดยการลดภาษีมากขึ้นดังกล่าว จะทำให้อังกฤษก้าวเข้าสู่รูปแบบเศรษฐกิจแบบกลุ่มสวรรค์เลี่ยงภาษี
บันทึกของโออีซีดี ยังระบุอีกด้วยว่า การอยู่นอกอียูจะทำให้อังกฤษสามารถเสนอภาษีพิเศษครั้งเดียวให้กับนักลงทุนต่างชาติได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎของอียู ท่ามกลางความพยายามของคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ที่พยายามจัดการกับไอร์แลนด์และลักเซมเบิร์ก ในเรื่องข้อเสนอภาษีพิเศษดังกล่าวแก่บริษัทต่างชาติ เช่น แอปเปิ้ล อิงค์ หรือแมคโดนัลด์
อย่างไรก็ตาม โออีซีดี ระบุว่า อังกฤษอาจไม่สามารถปรับลดภาษีได้มากนัก เนื่องจากการปรับลดภาษีในอัตรามากจะกดดันงบประมาณประเทศ และส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอังกฤษในที่สุด
ขณะเดียวกัน โออีซีดี ระบุว่า อังกฤษอาจจะปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคเอกชนของอังกฤษในการแข่งขันกับคู่แข่งจากกลุ่มประเทศอียู อย่างไรก็ตาม ยัง
ไม่แน่ชัดว่า การคลังอังกฤษจะสามารถรับการเสียรายได้จากการปรับลดภาษีได้หรือไม่
เปิดศึกชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จากการสำรวจบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติของพรรคเสรีนิยมของเว็บไซต์คอนเซอเวทีฟโฮม พบว่า เทเรซา เมย์ รัฐมนตรีมหาดไทยที่สนับสนุนให้อังกฤษอยู่กับอียูต่อขึ้นนำอยู่ที่ 104 เสียงจากทั้งหมด 330 เสียง ขณะที่ ไมเคิล โกฟ รัฐมนตรียุติธรรมที่สนับสนุนให้ออกจากอียูตามหลังอยู่ที่ 25 เสียง ด้าน สตีเฟน แครบบ์ รัฐมนตรีกิจการสาธารณะ ซึ่งสนับสนุนการปรับลดภาษี ได้คะแนนเสียง 21 เสียง และเลียม ฟ็อกซ์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ได้คะแนนไป 8 เสียง
“อังกฤษไม่ควรเฟ้นหานายกรัฐมนตรีที่สนับสนุนเบร็กซิตเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีที่สามารถบริหารทั้งประเทศ นั่นแหละที่สำคัญ” เมย์ เปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์ไอทีวีของอังกฤษ
ในด้านประเด็นผู้อพยพ เมย์ ระบุว่า จำนวนผู้อพยพจากกลุ่มประเทศอียูจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้นนี้ เนื่องจากผู้คนจะหลั่งไหลเข้ามาในอังกฤษขณะที่การเข้าเมืองยังถูกกฎหมาย โดยจำเป็นต้องมีการเจรจาในประเด็นดังกล่าว เพื่อผู้อพยพที่อยู่ในอังกฤษอยู่แล้ว และชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่นของอียูด้วย
ก่อนหน้านี้ โกฟ และแอนเดรีย ลีดซัม รัฐมนตรีพลังงาน ที่สนับสนุนเบร็กซิต เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ควรเป็นคนที่สนับสนุนให้อังกฤษถอนตอนจากอียูมากกว่า
ขณะเดียวกัน ด้าน ไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรคเสรีนิยมอังกฤษ ประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคดังกล่าว โดยระบุว่า ได้ทำหน้าที่ลุล่วงแล้วหลังเป็นแกนนำรณรงค์ให้อังกฤษออกจากอียูในการลงประชามติที่ผ่านมา และยืนยันจะไม่เปลี่ยนใจอีกเช่นเดียวกับครั้งที่ตัดสินใจเป็นหัวหน้าพรรคต่อ หลังพ่ายการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2015 ซึ่งเป็นครั้งที่ฟาราจประกาศจะลาออกเช่นกัน
“สิ่งที่ผมกล่าวไว้ตอนหาเสียงคือ ผมต้องการประเทศของผมคืน แต่สิ่งที่ผมจะพูดตอนนี้คือ ผมต้องการชีวิตของผมคืน และจะเริ่มต้นเดี๋ยวนี้” ฟาราจ กล่าว







