
ฟูกุโอกะกับน้ำท่วม
กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองเดียวที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ที่จริงแล้วทุกเมืองใหญ่ทั่วโลกมีความเสี่ยงเรื่องน้ำ โดยเฉพาะเมืองที่อยู่ในเขตอิทธิพลของพายุฝน
กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองเดียวที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ที่จริงแล้วทุกเมืองใหญ่ทั่วโลกมีความเสี่ยงเรื่องน้ำ โดยเฉพาะเมืองที่อยู่ในเขตอิทธิพลของพายุฝน
ผมมาที่เมืองฟูกุโอกะบนเกาะคิวชู ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดตอนใต้ของญี่ปุ่น เมืองนี้มีประชากรหนาแน่นที่สุดบนเกาะ เมืองใหญ่แห่งนี้ยังประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง เนื่องจากในฤดูฝนมักเกิดฟายุฝนตกหนัก บางปีมากถึง 100 มม. ภายในไม่ถึง 1 ชั่วโมง และยังอยู่ติดแม่น้ำ จึงมักเกิดปัญหาดินถล่ม จนเกิดความสูญเสียอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดในปี ค.ศ. 2014 ฝนตกหนักมาก จนมีการประกาศเตรียมอพยพคนมากกว่า 1 แสนคนมาแล้ว เมืองฟูกุโอกะจึงต้องคิดวิธีป้องกันน้ำท่วมให้ได้ วิธีที่เมืองนี้จัดการน่าสนใจ กทม.น่าจะนำมาใช้ได้บ้าง
เมืองใหญ่ของญี่ปุ่นมีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมมากกว่ากรุงเทพฯ เพราะนอกจากมีพายุฝนรุนแรงในฤดูฝน เมืองส่วนใหญ่ยังอยู่ใกล้ภูเขา จึงมีปัญหาน้ำหลากเข้าสู่เมืองซ้ำเติมเข้าไปอีก
ในอดีตแม่น้ำแถบเมืองฟูกุโอกะมีปัญหาการรุกล้ำลำน้ำจากสิ่งปลูกสร้างอย่างไร้ระเบียบ ยากต่อการจัดการเรื่องการควบคุมน้ำท่วม หลายครั้งน้ำจากแม่น้ำทะลักเข้าสู่เมืองจนเกิดความเสียหายรุนแรง ในที่สุดรัฐบาลจึงต้องปรับภูมิทัศน์แม่น้ำตลอดแนวเพื่อแก้ไขการรุกล้ำ โดยเพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของเมืองเป็นที่สำคัญ ทำให้สามารถควบคุมน้ำไม่ให้เข้าไปในเมืองได้
นอกจากจะสร้างอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ เพื่อระบายน้ำและกักน้ำไว้เมื่อฝนตกหนัก ที่น่าสนใจที่สุดคือการปรับให้ที่จอดรถระหว่างอาคาร และลานกว้างที่ใช้ทำกิจกรรมของเมือง ให้เป็นบ่อแก้มลิงชั่วคราว เพื่อรองรับน้ำฝนรอระบาย แทนที่จะปล่อยน้ำจนล้นท่อระบายน้ำออกมาท่วมถนน เป็นวิธีที่ฉลาดล้ำ ทำให้พื้นที่ลานคอนกรีตที่มีอยู่ทั่วเมือง ทำหน้าที่รับน้ำขณะฝนตกหนัก เป็นการเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำได้จำนวนมากเมื่อมีความจำเป็น
ฟูกุโอกะยังออกกฎหมายคุมเข้มเรื่องการปล่อยน้ำลงท่อระบายน้ำสาธารณะ ให้ทุกอาคารต้องมีบ่อกรองขยะก่อนปล่อยน้ำออกมา ลดปัญหาท่อระบายน้ำสาธารณะอุดตัน
ญี่ปุ่นถือว่าเรื่องน้ำท่วมเป็นเรื่องของทั้งส่วนบริหารท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ที่ต้องทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด โดยมีกระทรวงหลักคือ กระทรวงที่ดิน สาธารณูปโภค ขนส่งและท่องเที่ยว (Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism หรือ MLIT) เป็นผู้ประสาน โดยเฉพาะเรื่องการพยากรณ์อากาศและปริมาณฝนจะเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน ทั้งจากดาวเทียมและเครื่องมือวัดในแต่ละพื้นที่ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นเอง ทำให้สามารถพยากรณ์ได้แม่นยำ ช่วยให้เมืองได้เตรียมตัวรับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คนไทยอาจเถียงว่าญี่ปุ่นมีเงินและมีเทคโนโลยี ยังไงก็ต้องทำให้ดีกว่าไทย คงจะจริง แต่ก็ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นก็มีภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมายและรุนแรงกว่าไทยหลายเท่านัก ทำไมเขาถึงรับมือได้ คำตอบที่อาจบาดใจเรา คือ คนญี่ปุ่นมีระเบียบวินัยสูง และให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างเต็มที่ทั้งแยกขยะ ไม่ทิ้งขยะลงท่อระบายน้ำ ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่สาธารณะ เรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้ปัญหาน้ำท่วมสามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้นมาก
ย้อนกลับมาที่กรุงเทพฯ เราขาดการจัดการทางด้านวิศวกรรม และ เรื่องกฎหมายควบคุม อีกทั้งคนไทยยังคงไม่ใส่ใจร่วมมือกันรักษากรุงเทพฯ ไม่รักกรุงเทพฯ เหมือนบ้านของเราจริงๆ
ปัญหาน้ำท่วมจึงกลายเป็นปัญหาที่ไม่มีวันจะแก้ไขได้เสียที







