
ชวนลงทุนบ้านแก้ลำดอกต่ำ
กรมบังคับคดีชี้ดอกเบี้ยต่ำโอกาสทองซื้อบ้านเพื่อการออม-ลงทุน เตรียมจัดพอร์ตสินทรัพย์ให้เลือกซื้อได้ง่ายขึ้น
กรมบังคับคดีชี้ดอกเบี้ยต่ำโอกาสทองซื้อบ้านเพื่อการออม-ลงทุน เตรียมจัดพอร์ตสินทรัพย์ให้เลือกซื้อได้ง่ายขึ้น
น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นโอกาสที่นักลงทุนผู้มีเงินจะหันมาลงทุนซื้อสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ซึ่งได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ และมีความเสี่ยงน้อย โดยที่ผ่านมามีสัญญาณว่ามีผู้สนใจมาประมูลซื้อสินทรัพย์กับกรมบังคับคดีมากขึ้น โดยประมาณเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมามียอดการขายทอดตลาดสินทรัพย์ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีคาดว่าจะขายได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้กรมบังคับคดีจะมีการจัดพอร์ตสินทรัพย์ประเภทสินทรัพย์ต่างๆ ให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น โกดังเก็บสินค้า โรงงาน บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ที่ดินเปล่า ฯลฯ รวมทั้งผู้ที่สนใจซื้อทรัพย์สามารถที่จะเลือกดูทรัพย์ได้ผ่านสมาร์ทโฟน (โทรศัพท์มือถือ) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการเลือกซื้อทรัพย์ได้ง่ายขึ้น
น.ส.รื่นวดี กล่าวว่า กรมบังคับคดีถือว่ามีสินทรัพย์รอการขาย หรือบ้านมือสองมากที่สุด และมีสินทรัพย์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดในประเทศ โดยปัจจุบันมีพอร์ตสินทรัพย์รอการขายประมาณ 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งกรมบังคับคดีจะต้องทำกลยุทธ์การขายสินทรัพย์ โดยจะต้องทำให้ประชาชนรู้จักกรมบังคับคดีและกระบวนการขายทอดตลาด และมาเลือกซื้อสินทรัพย์ในกรมบังคับคดี แต่ก็ยอมรับว่ามีจุดด้อยที่ไม่สามารถจะปรับปรุงซ่อมแซมทรัพย์ให้น่าซื้อเหมือนเอกชน
“การเร่งระบายขายสินทรัพย์ของกรมบังคับคดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจให้มีการนำสินทรัพย์ไปหมุนเวียนใช้ประโยชน์ และลดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีไม่ได้คอมมิชชั่น หรือส่วนได้ส่วนเสียการขายสินทรัพย์ โดยราคาการประมูลซื้อก็จะกำหนดราคาประเมินของกรมธนารักษ์ และมีคณะกรรมการกำหนดราคาประเมิน ซึ่งเป็นราคาที่เป็นธรรมและโปร่งใส” น.ส.รื่นวดี กล่าว
นงส.รื่นวดีกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะมีการปรับภาษีที่ดินใหม่ ว่า ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ กรมจะเข้าไปหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับการเก็บภาษีที่ดินใหม่ซึ่งกรณีทรัพย์ที่มีผู้ประมูลซื้อไปแล้วภาษีที่ดินค้างจ่ายจะคิดอย่างไรและใครเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายภาษีดังกล่าว
ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าเจ้าของทรัพย์เดิมหรือลูกหนี้จะต้องเป็นผู้รับภาระจ่าย ซึ่งอาจจะหักเงินค้างภาษีหลังจากที่ขายสินทรัพย์ได้ เพื่อส่งมอบให้กระทรวงการคลังต่อไป
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า สินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) ของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเป็นผู้รับผิดชอบเอง







