posttoday
กิจกรรม...ทำเพื่อลูก เรียนรู้เรื่องเงิน เรื่องสนุก (1)

กิจกรรม...ทำเพื่อลูก เรียนรู้เรื่องเงิน เรื่องสนุก (1)

17 ตุลาคม 2552

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

Que sera, sera Whatever will be, will be

The future is not ours to see

Que sera, sera

What will be, will be

******

ไม่รู้ว่าคนที่เป็นกำลังจะเป็นพ่อเป็นแม่ จะรู้สึกอย่างไรที่ได้ยินเพลงนี้ในโฆษณาบริษัท ไทยประกันชีวิต แต่ที่แน่ๆ คนที่ ยังไม่มีลูกฟังแล้วขนลุกด้วยความกังวล

ใช่! อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด แต่สำหรับความรู้ทางการเงินของลูกๆ คงไม่สามารถปล่อยให้ "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด" เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลยว่า เด็กๆ จะโตขึ้นมาเป็นคนที่มีความฉลาดและรับผิดชอบทางการเงินหรือไม่

มันยากมากๆ ที่เด็กจะเรียนรู้เรื่องการใช้เงินและการออมจากการอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งจากตำราเรียน เพราะความรู้ทางการเงินก็เหมือนกับที่เด็กๆ จะเรียนความต่างของน้ำร้อนกับน้ำเย็น ไม่ใช่เพราะพ่อแม่บอก แต่เขาต้องทดลองสัมผัสมันด้วยตัวเขาเอง

ข้อมูลจากหนังสือ Your Kids Can Master Their MONEY โดย รอน และ จูดี บลู ร่วมกับ เจอรามี ไวท์ (สามารถหาอ่านได้ในห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ชี้ให้เห็นว่า เด็กๆ จะเรียนรู้เรื่องเงินผ่าน 2 ช่องทางเท่านั้น คือ

1.เลียนแบบพ่อแม่และคนในครอบครัว

2.เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ของเขาเอง

แต่จะรอให้เขาเลียนแบบและเรียนรู้ด้วยตัวเองอาจจะไม่ทันเวลา เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องสร้างกิจกรรม เพื่อช่วยให้ลูกๆ เรียนรู้เรื่องการเงิน ทั้งการออม การใช้จ่าย และการแบ่งปัน รวมไปถึงการลงทุนด้วยความสนุก ซึ่งในหนังสือเล่มนี้มีกิจกรรมสนุกๆ มากถึง 50 กิจกรรม ใน 6 หมวดความรู้

พ่อแม่ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับครอบครัว และอย่าพยายามยัดเยียดทุกๆ กิจกรรมให้หมดภายในสัปดาห์เดียว แต่ควรจะพยายามจดจำและนำกิจกรรมไปใช้เมื่อโอกาสเหมาะๆ มาถึง

แต่ต้องจำให้แม่นว่า หลักสำคัญในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างการเรียนรู้ทางการเงินมีอยู่ 4 ข้อ คือ

1.เด็กๆ ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง

2.เด็กๆ มีโอกาสผิดพลาด

3.เด็กๆ ต้องการฟังความเห็นจากพ่อแม่ว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นอย่างไร

4.เด็กๆ ต้องได้รับรางวัลเมื่อเขาประสบความสำเร็จ

หลักการสอนลูกๆ เรื่องเงินนั้นไม่ต่างจากการสอนลูกให้ขี่จักรยาน เพราะเขาต้องเป็นคนขี่เองโดยมีพ่อแม่คอยประคับประคอง และก็ต้องปล่อยให้เขาล้มบ้าง เดี๋ยวก็เป็นเอง ซึ่งความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดในการเรียนรู้ของลูกๆ คือ คุณไม่ยอมปล่อยให้เขาเจอกับความผิดพลาดบ้าง

อีกเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ควรจะท่องให้ ขึ้นใจคือ คำพูดที่จะสื่อสารกับลูกๆ ทั้ง คำพูดในชีวิตประจำวันและคำพูดที่จะใช้ในกิจกรรมต่างๆ ต้องเป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมาและเข้าใจง่าย ควรหลีกเลี่ยงคำพูดแบบประชดประชันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น โดยเฉพาะ 2 ประโยคต่อไปนี้

"คิดว่าแม่เป็นตู้เอทีเอ็มหรือไง"

"เงินไม่ได้งอกมาจากต้นไม้นะ"

กิจกรรม : บริจาคของขวัญในวันเกิด

อายุที่เหมาะสม : 8-14 ปี

เด็กๆ สมัยนี้มักจะรอคอยของขวัญ ในเทศกาลสำคัญๆ โดยเฉพาะของขวัญ วันเกิด แต่แทนที่จะให้เขามีความสุขจากการเป็นผู้รับ ให้เปลี่ยนมาเป็นความสุขจากการให้ เพราะฉะนั้นวันเกิดของเขาในปีหน้ามาวางแผนทำอะไรสนุกๆ กันดีกว่า

ถ้าคุณจัดงานวันเกิดให้เขา เชิญเพื่อนๆ ตัวน้อยของเขามาด้วย แต่บอกกับพ่อแม่ของเด็กๆ ว่า ลูกของคุณจะเอาของขวัญที่ได้ไปทำบุญ บริจาค เพราะฉะนั้นแทนที่ จะให้เป็นของขวัญ อาจจะเป็นเงินสดเล็กๆ น้อยๆ มาร่วมทำบุญ

ทั้งลูกของคุณและเพื่อนๆ ของเขาอาจจะฉลองวันเกิดด้วยการช่วยกันทำของขวัญเพื่อร่วมบริจาคในครั้งนี้ด้วย

กิจกรรม : กองทุนเพื่อผู้ยากไร้

อายุที่เหมาะสม : 6-18 ปี

ให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะทำบุญ หรือจะบริจาคเงินให้ใคร ในจำนวนเงินเท่าไร เพื่อจะใช้โอกาสนี้อธิบายว่า ทำไมเราถึงต้องบริจาคเพื่อช่วยผู้ที่ ด้อยกว่า

และเมื่อได้จำนวนเงินที่ตั้งใจจะเป็นกองทุนเพื่อผู้ยากไร้ในปีนี้แล้ว เช่น 3,000 บาท ก็อาจจะแบ่งให้ช่วยกันหยอดกระปุกเป็นรายวัน วันละ 10 บาท โดยมอบหมายให้ลูกๆ มีหน้าที่เตือนความจำว่า ต้องหยอด กระปุกวันละ 10 บาท

พอได้เงินตามจำนวนที่ตั้งใจไว้แล้วต้องพาเขาไปด้วย และถ้าเป็นไปได้ให้บริจาคในชื่อของเขา

กิจกรรม : Mission Possible

อายุที่เหมาะสม : 8-18 ปี

ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าพวกเขาสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องใช้เงิน แต่เป็นการช่วยด้วยแรงกาย โดยการจัด Mission Project พาเขาไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า บ้านผู้ยากไร้ เด็กพิการ หรือครอบครัวที่ด้อยกว่าครอบครัวเรา เพื่อเขาจะได้เรียนรู้ความยากลำบากของคนอื่น

ทั้งนี้ อาจจะไปเป็นอาสาสมัครช่วยตักอาหารกลางวัน ไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กด้อยโอกาส หรืออ่านหนังสือเสียง

กิจกรรม : อัตราแลกเปลี่ยน

อายุที่เหมาะสม : 8-18 ปี

พ่อแม่หลายคนไม่รู้จะสอนลูกเรื่อง "ค่าของเงิน" อย่างไรดี เพราะเด็กๆ อาจจะไม่รู้สึกว่าค่าขนม 100 บาท มันมากน้อยแค่ไหน กิจกรรมนี้จะช่วยให้เด็กๆ เข้าใจค่าของเงินโดยการนำ "ค่าแรง" ของเขามาเป็นอัตราแลกเปลี่ยน

แต่ก่อนจะเริ่มนำกิจกรรมนี้มาใช้ ลูกๆ จะต้องมีรายได้พิเศษจากการทำงานพิเศษเสียก่อน เช่น ไปช่วยคุณยายเลี้ยงแมวทุกวัน ได้เงินพิเศษวันละ 20 บาท

และเมื่อไปเดินซื้อของ โดยเฉพาะพวกสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น สร้อยคอราคา 200 บาท ให้คุณลองสอนให้เขาเทียบเป็น ค่าแรงที่เขาไปช่วยคุณยายเลี้ยงแมวว่า กว่าที่จะซื้อสร้อยเส้นนั้นได้ต้องไปทำงานตั้ง 10 วัน

นอกจากนี้ คุณอาจจะเพิ่มน้ำหนักให้กับอัตราแลกเปลี่ยนของคุณด้วยการเปรียบเทียบว่า เขาต้องอดทำสิ่งที่ชอบเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการ เช่น การไปช่วยคุณปู่ทำงานวันละ 2 ชั่วโมง จะได้เงินพิเศษ 50 บาท แต่นั่นทำให้เขาอดเล่นเกมไป 2 ชั่วโมงเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าของเล่นราคา 500 บาท เขาต้องไปช่วยงาน ตั้ง 10 วัน และอดเล่นเกมไปตั้ง 20 ชั่วโมง

หรือจะใช้เงินค่าขนมที่เป็นรายได้ประจำของเขามาเป็นอัตราแลกเปลี่ยนก็ได้ เช่น เขาได้ค่าขนมสัปดาห์ละ 100 บาท ถ้าเขาอยากจะซื้อเกม 400 บาท เขาต้องยอม อดขนมไปถึง 4 สัปดาห์

แต่ต้องระวังว่าการเปรียบเทียบแบบนี้อาจจะฟังดูเป็นเหตุเป็นผลสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กๆ เขาอาจจะฟังเสร็จแล้วพยักหน้าหงึกหงัก แต่ก็ยังอยากจะซื้อของชิ้นนั้นอยู่ดี

ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้คุณควรจะปล่อยให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะอย่าลืมว่าเราต้องปล่อยให้เขาผิดพลาดบ้าง

กิจกรรม : ที่ปรึกษาตัวน้อย

อายุที่เหมาะสม : 8-16 ปี

บอกลูกคุณว่าคุณมีเรื่องจะขอคำปรึกษาจากเขา และบอกเขาว่ามีเด็กคนหนึ่งมาจากต่างจังหวัด ซึ่งอายุพอๆ กับลูกของคุณ แต่เด็กคนนี้ไม่เคยซื้อของด้วยตัวเองเลย เลยอยากจะขอคำแนะนำจากลูก

คุณไม่ต้องออกความเห็น ไม่ต้องให้ คำแนะนำ มีหน้าที่เพียงแค่จดทุกคำพูดที่ลูกๆ พูดออกมา หลังจากนั้นก็ให้เด็กๆ ลงชื่อและวันที่เอาไว้ จากนั้นก็ทำสำเนา ให้เขาเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก 1 แผ่น และ สิ่งที่คุณต้องทำคือ ชื่นชมในความคิดดีๆ ของเขา บอกกับเขาว่าคุณไม่รู้มาก่อนเลยว่าพวกเขาเก่งขนาดไหน อย่าลืมขอบคุณคำแนะนำดีๆ จากเขา

รอน และจูดี บอกว่า เขาประหลาดใจมากๆ กับคำแนะนำจากลูกๆ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าความคิดเห็นของเด็กๆ จะเป็นประโยชน์มากๆ ซึ่งไม่เฉพาะกับเด็กเท่านั้น แต่สำหรับผู้ใหญ่อย่างพวกเขาด้วย

กิจกรรม : เชื่อนะ แต่ขอนับอีกที

อายุที่เหมาะสม : 5-10 ขวบ

แม้กระทั่งผู้ใหญ่หลายคนยังไม่เคยคิดเงินค่าอาหารเวลาไปทานข้าวนอกบ้าน เพราะเมื่อเรียกบริกรมา "คิดเงินด้วยค่ะ" หลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริกรที่จะบอกว่าค่าอาหารมื้อนี้กี่บาท จากนั้นก็ควักเงินจ่าย และรอรับเงินทอน แถมยังไม่เคยนับเงินทอนด้วยซ้ำ

กิจกรรมที่จะช่วยให้ลูกๆ ไม่ละเลยที่จะตรวจสอบเงินทอนที่ได้รับจากพ่อค้าแม่ค้า คือ ต้องชวนลูกเล่นขายของ ซึ่งคุณต้องเป็นคนซื้อ และให้เขาเป็นคนขาย โดยใช้เงินจริง (แต่ต้องตกลงกันก่อนว่านี่เป็นเกมนะ ไม่ใช่ซื้อจริงจ่ายจริง)

จากนั้นคุณก็แสดงให้เขาดูว่าคุณคิดเงินค่าสินค้าที่คุณซื้ออย่างรอบคอบ และเมื่อเขาทอนเงินมาคุณก็ไม่ลืมที่จะตรวจนับอีกครั้ง ซึ่งในชีวิตจริงคุณก็ต้องทำแบบนั้นด้วยเช่นเดียวกัน

เล่นไปแบบนี้จนกระทั่งคุณอยากจะลองทดสอบสิ่งที่คุณได้ทำเป็นตัวอย่างว่าเขาได้เรียนรู้มันหรือไม่ โดยการสลับสับเปลี่ยนหน้าที่กัน ซึ่งคุณต้องคอยสังเกตว่าเขาได้เลียนแบบสิ่งที่คุณทำหรือไม่

ถ้าหากผลออกมายังไม่เป็นที่น่าพอใจก็คงต้องใจเย็นๆ ให้เขาได้เรียนรู้ต่อไป เพราะการปลูกฝังนิสัยบางอย่างให้กับเด็กๆ ต้องใช้เวลา ซึ่งพ่อแม่ต้องอดทนรอคอยอย่างใจเย็นและมีความหวัง

แต่ยังเหลือกิจกรรมสนุกๆ อีกหลายกิจกรรมที่น่าจะเป็นประโยชน์ เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องการออม การวางแผนการเงิน การลงทุน และกิจกรรมที่จะช่วยให้เขาช่วยทำงานให้อย่างเต็มใจ เพราะฉะนั้นคงต้องอดใจรอกันในสัปดาห์หน้า (อีกแล้ว)

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด สเปอร์ส พบ ลีดส์ ยูไนเต็ด พรีเมียร์ลีก วันนี้ 11 พ.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด สเปอร์ส พบ ลีดส์ ยูไนเต็ด พรีเมียร์ลีก วันนี้ 11 พ.ค.69