
ชะลอเปิดรายใหม่นำเข้าแอลพีจี
สนพ.ชะลอเปิดรายใหม่นำเข้าแอลพีจีหลังราคาโลกร่วง จับตา กบง.คลอดเกณฑ์นำเข้าเสรี 7 ก.ค.นี้
สนพ.ชะลอเปิดรายใหม่นำเข้าแอลพีจีหลังราคาโลกร่วง จับตา กบง.คลอดเกณฑ์นำเข้าเสรี 7 ก.ค.นี้
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) มีทิศทางทรงตัวอยู่ในระดับปัจุบัน คือ มีราคาอยู่ที่ 22.29 บาท/กก.ไปจนถึงสิ้นปี 2559 หลังยอดการใช้แอลพีจีในประเทศลดลง ส่งผลให้ประเทศไทยไม่ต้องนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.แล้ว และทำให้การคำนวณสูตรราคาจะอ้างอิงแอลพีจีที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซฯ และโรงกลั่นน้ำมันเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ราคามีทิศทางลดลง รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะชะลอการเปิดให้ผู้ประกอบการรายใหม่นำเข้าแอลพีจี
“นโยบายการดำเนินการเพื่อเปิดเสรีธุรกิจแอลพีจี ซึ่งได้จัดทำเป็นโรดแมปไว้นั้น อาจจะชะลอออกไปก่อน เพราะในช่วงที่ผ่านมาปริมาณการใช้แอลพีจีลดลง ทำให้มีเพียงบริษัท ปตท.รายเดียวที่นำเข้าแอลพีจี จากเดิมที่มีการประเมินว่าในปีนี้จะเปิดให้โควตานำเข้าให้กับรายใหม่ประมาณ 3 ลำเรือ ปริมาณรวม 6 หมื่นตัน เริ่มนำเข้าตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้ 1 ลำเรือ และในเดือน พ.ย.-ธ.ค.นำเข้ามาอีก 2 ลำเรือ แต่เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ จึงยังไม่จำเป็นต้องมีการนำเข้าแอลพีจีเพิ่มแต่อย่างใด” นายทวารัฐ กล่าว
นายทวารัฐ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในวันที่ 7 ก.ค.นี้ ที่ประชุมจะพิจารณาร่างหลักเกณฑ์การประมูลนำเข้าแอลพีจีของผู้ประกอบการ เพื่อกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติเอาไว้ โดยเฉพาะจะมีการกำหนดค่าผ่านคลังแอลพีจีของ ปตท. สำหรับให้ผู้นำเข้ารายอื่นๆ ที่จะมาเช่าใช้ ซึ่ง ปตท.จะต้องคิดค่าเช่าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน แต่จะต้องยึดหลักการของการเป็นรัฐวิสาหกิจด้วย คือ ราคาค่าเช่าต้องไม่สูงเกินไป
นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง.จะพิจารณาประกาศราคาแอลพีจีในเดือน ก.ค.อย่างเป็นทางการ ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้น พบว่า แม้ว่าราคาแอลพีจีในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 301 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือลดลงเทียบกับเดือนก่อนอยู่ที่ 344 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ในเมื่อประเทศไทยไม่ต้องนำเข้าแอลพีจี จึงไม่นำราคาตลาดโลกเข้ามาสะท้อนในการคำนวณราคาขายปลีก และจะพิจารณาเฉพาะราคาจากโรงแยกก๊าซฯ และโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะใช้ราคาก๊าซฯ อิงกับราคาน้ำมันย้อนหลัง 6-12 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นราคาแอลพีจีจะลดลงเล็กน้อย และช่วงต่อไปราคาจะทรงตัว
ด้าน นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กรมยังยืนยันแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแอลพีจี ภาคขนส่งเพิ่มจากปัจจุบันที่จัดเก็บเพียงลิตรละ 2.17 บาท โดยจะปรับอัตราภาษีให้เท่ากับภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันที่ลิตรละเฉลี่ย 4-5 บาท เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ส่วนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ยังไม่มีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษี เนื่องจากรัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้เฉพาะรถบรรทุกและรถขนส่ง
“แนวคิดการจัดเก็บภาษีแอลพีจีจะทำได้ ก็ต่อเมื่อร่างประมวลกฏหมายสรรพสามิต 7 ฉบับของกระทรวงการคลังผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว” นายวิฑูรย์ ระบุ
นายวิฑูรย์ ระบุว่า หากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตแอลพีจี จะส่งผลให้ประเทศไทยไม่ต้องนำเข้าแอลพีจีในอนาคต หรือหากต้องนำเข้าก็จะเป็นปริมาณที่ไม่มาก โดยในเดือน พ.ค.ประเทศไทยมีการใช้แอลพีจี 4.98 แสนตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 28.85% แยกเป็นภาคครัวเรือน 1.66 แสนตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.59% ภาคขนส่ง 1.27 แสนตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 15.69% และอุตสาหกรรม 5.1 หมื่นตัน/เดือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.33%







