
เมื่อ Brexit สร้างความตื่นตระหนกให้ตลาด
ดูเหมือนตลาดจะหวั่นวิตกไม่น้อย ภายหลังจากผลประชามติสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2559 ว่าด้วยฝ่ายที่ต้องการออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) มีผลชนะฝ่ายที่ต้องการอยู่ต่อ (Bremain) ด้วยคะแนน 51.8% ต่อ 48.2% ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลังจากสหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปยาวนานถึง 43 ปี โดยเสียงข้างมากที่ออกมา อาจเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการเป็นหนึ่งในสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรปโดยหวังว่าจะเพิ่มบทบาทในเวทีโลก อาจไม่คุ้มกับการแลกมาด้วยการเสียอิสรภาพในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเปิดเสรีในการเคลื่อนย้ายแรงงานที่อังกฤษไม่เต็มใจนัก การสูญเสียอำนาจในการออกกฎหมายของตนเอง รวมทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิกที่สูง เหตุผลเหล่านี้นำมาซึ่งการตัดสินใจสู่การขอคืนอิสรภาพ ซึ่งผลประชามติยังส่งผลให้นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ประกาศลาออกทันที โดยจะมีผลตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 เป็นต้นไป และสหราชอาณาจักรมีเวลาอย่างน้อย 2 ปีในการดำเนินการแยกตัวออกจากยุโรป
ดูเหมือนตลาดจะหวั่นวิตกไม่น้อย ภายหลังจากผลประชามติสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2559 ว่าด้วยฝ่ายที่ต้องการออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) มีผลชนะฝ่ายที่ต้องการ
อยู่ต่อ (Bremain) ด้วยคะแนน 51.8% ต่อ 48.2% ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลังจากสหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปยาวนานถึง 43 ปี โดยเสียงข้างมากที่ออกมา อาจเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการเป็นหนึ่งในสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรปโดยหวังว่าจะเพิ่มบทบาทในเวทีโลก อาจไม่คุ้มกับการแลกมาด้วยการเสียอิสรภาพในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเปิดเสรีในการเคลื่อนย้ายแรงงานที่อังกฤษไม่เต็มใจนัก การสูญเสียอำนาจในการออกกฎหมายของตนเอง รวมทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิกที่สูง เหตุผลเหล่านี้นำมาซึ่งการตัดสินใจสู่การขอคืนอิสรภาพ ซึ่งผลประชามติยังส่งผลให้นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ประกาศลาออกทันที โดยจะมีผลตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 เป็นต้นไป และสหราชอาณาจักรมีเวลาอย่างน้อย 2 ปีในการดำเนินการแยกตัวออกจากยุโรป
ผลกระทบต่อตลาดการเงินในระยะสั้น
ความตื่นตระหนกของนักลงทุนต่อผลประชามติทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวนหนัก เริ่มจากหุ้นปรับตัวลงในทุกตลาด โดยหุ้นยุโรปปิดตลาดติดลบประมาณ 7% ใกล้เคียงตลาดหุ้นเยอรมันและฝรั่งเศส ส่วนอังกฤษปิดลดลง 3% ฝั่งตลาดเอเชียผันผวนตั้งแต่เช้า ก่อนจะปิดตลาดลดลง 1-3% โดยมีหุ้นญี่ปุ่นลงแรงสุดถึง 8% เนื่องจากมีแรงกดดันของเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนหันเข้ามาถือเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลกระทบต่อผลกำไรของหุ้นขนาดใหญ่ที่เน้นการส่งออก ขณะที่ราคาทองคำขึ้นเกือบ 5% ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และไทยปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
คาดการณ์ผลกระทบในระยะต่อไป
ในระยะยาวการออกจากสหภาพยุโรปส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสังคมของอังกฤษและยุโรป ซึ่งนักวิเคราะห์ได้ปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอังกฤษเหลือที่ 0-1% และปรับลดของสหภาพยุโรปเหลือที่ 1.2-1.5% อย่างไรก็ตามมองว่าผลกระทบไม่น่าจะถึงขนาดที่จะทำให้อังกฤษและยุโรปเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ค่าเงินปอนด์และยูโรที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจะส่งผลบวกต่อบริษัทขนาดใหญ่ทั้งในอังกฤษและยุโรปเนื่องจากทั้งคู่มีสัดส่วนการส่งออกไปนอกภูมิภาคยุโรปรวมกันถึง 40-50% แม้ว่าภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อังกฤษและยุโรปต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเพื่อรักษาความสามารถในการชำระคืนหนี้ ล่าสุด ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ออกแถลงการณ์พร้อมอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพื่อพยุงเศรษฐกิจในภาวะเปราะบางนี้
ทั้งนี้ หากพิจารณารายอุตสาหกรรม ภาคการเงินน่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุด เนื่องจากอังกฤษถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญของยุโรป ด้วยกฎระเบียบที่มีความเชื่อมโยงและต้นทุนที่ต่ำ ฉะนั้น การแยกตัวออกของอังกฤษน่าจะสร้างความยากลำบากให้แก่ภาคธุรกิจ ทั้งเชิงกฎระเบียบและการเชื่อมโยงทางการเงินที่จะซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ภาคธุรกิจอื่นๆ ที่มีฐานในอังกฤษคงต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจ ขณะที่ความสั่นคลอนในภูมิภาคเพิ่มปัจจัยเสี่ยงด้านเสถียรภาพซึ่งจะขัดขวางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อสภาพสังคม
ระหว่างรอดูว่า แนวทางการแยกตัวและมาตรการรองรับผลกระทบ ตลาดการเงินน่าจะผันผวนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยามที่อังกฤษขาดผู้นำและไม่มีความชัดเจนทางการเมือง จากความเป็นไปได้ที่จะมีประเทศอื่นๆ ขอแยกตัวออกจากอังกฤษอย่างสกอตแลนด์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบวงกว้างต่อประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาค ผ่านการไหลของเม็ดเงินกลับเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และเยนมีทิศทางแข็งค่าอีก นอกจากนี้ ตลาดคาดว่า Brexit จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้มีน้อยลง ขณะที่ธนาคารกลางอื่นๆ อย่าง ยุโรป ญี่ปุ่น รวมทั้งเอเชียจะผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเพื่อบรรเทาผลกระทบ
คำแนะนำการลงทุน
บลจ.กสิกรไทย แนะนำให้นักลงทุนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงในระยะสั้นช่วง 3-6 เดือน อาจโยกลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำอย่างกองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้หรือกองทุนผสม ส่วนนักลงทุนที่ยอมรับความผันผวนได้ในระยะสั้น อาจใช้จังหวะที่ตลาดปรับตัวลงเข้าสะสมเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนระยะยาว โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยและเอเชียยังลงทุนได้เนื่องจากผลกระทบมีจำกัด ส่วนหุ้นยุโรป ความเสี่ยงที่น่าจะมีมากขึ้นต่อเนื่องไปอีก 1 -2 ปี จากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงแนะนำให้เลี่ยงลงทุน







