posttoday
การรับมือ Brexit

การรับมือ Brexit

30 มิถุนายน 2559

โดย...สมิทธ์ พนมยงค์

โดย...สมิทธ์ พนมยงค์

หลังจากที่ผลการลงประชามติของประเทศอังกฤษที่จะลาออกจากการเป็นสมาชิกประชาคมยุโรปเกิดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจการเงินได้เกิดความผันผวนขึ้นมาอย่างมาก โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 24 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมาจนบางแห่งถึงกับเรียกกันว่า Black Friday

ตลาดหุ้นของประเทศในยุโรปติดลบมากเกือบ 10% ในขณะที่ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีในทันที แม้ว่าการขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษ จะมีกระบวนการในทางกฎหมายตามมาอีกไม่น้อยกว่า 2 ปีก็ตาม แต่ผลกระทบกับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจจริงของประเทศในกลุ่มประเทศยุโรปได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เป็นที่คาดการณ์กันว่า จากนี้ไปนโยบายการเงินของประเทศในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วคงจะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น โดยสหรัฐมีแนวโน้มที่จะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พูดง่ายๆ คือไม่รีบร้อน รอให้ตัวเลขเงินเฟ้อมันชัดเจนมากจึงค่อยขยับ

ผมมองว่าตลาดตื่นตระหนกเกินเหตุ หรือที่ภาษานักลงทุนเรียกกันว่า over react หรือ over shoot จริงอยู่การออกจากกลุ่มยูโรอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งอังกฤษและประเทศในกลุ่มยูโรที่เหลือบ้าง แต่มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ถ้าเราหันมาดูข้อมูลก็จะพบว่าทั้งสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มยูโร แต่การค้าขาย การทำธุรกรรมต่างๆ การเดินทางไปมาระหว่างสองประเทศนั้นกับกลุ่มยูโรก็มิได้มีอุปสรรคมากมายแต่ประการใด สิ่งที่ทำร้ายเศรษฐกิจนั้นกลับกลายเป็นการลดลงของมูลค่าตลาดจากความตระหนกและการเทขายของนักลงทุนเอง เพราะมูลค่าตลาดที่ลดลงจะกระทบจิตวิทยาของผู้คนทำให้รู้สึกจนลง ที่เราเรียกกันว่า Negative Wealth Effect และไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยอย่างที่ควรจะเป็น

ส่วนธนาคารกลางของยุโรปและญี่ปุ่นก็กำลังพิจารณามาตรการเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของประเทศ ด้วยการดำเนินการขยายปริมาณเงิน หรือดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบต่อ การแข่งขันกันดังกล่าวทำให้ค่าเงินของประเทศตนอ่อนค่า สร้างความได้เปรียบทางการค้ากำลังเพิ่มขึ้น สำหรับประเทศกำลังพัฒนาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะร่วมวงแข่งขันด้านอัตราแลกเปลี่ยนนี้ และอาจเห็นบางประเทศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินของโลกอีก ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย หรืออินโดนีเซีย เป็นต้น

ในขณะที่ประเทศไทยของเรานั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ายังไม่ลดอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนของไทยยังอยู่ในสถานะที่แข่งขันได้ และการหดตัวของการส่งออกที่ผ่านมาสืบเนื่องมาจากการลดลงของอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าและบริการของโลกมากกว่าเป็นปัญหามาจากอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงดำรงรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิมไว้ก่อนและเก็บนโยบายดังกล่าวไว้ใช้ในยามจำเป็นจริงๆ

จากสถานการณ์ที่ผันผวนเช่นนี้ นักลงทุนก็ควรจะมีการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนและสถานการณ์ โดยอาจเลือกลงทุนผ่านบริษัทจัดการกองทุนสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่มีเวลาในการบริหารจัดการการลงทุนอย่างใกล้ชิด ซึ่งในปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่ง ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองลูกค้าที่มีความต้องการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและสามารถลงทุนได้ในระยะยาว โดย บลจ.ไทยพาณิชย์ ก็มีโอกาสได้นำเสนอกองทุนประเภทนี้ด้วยเช่นกัน อาทิ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ โกลบอลอินคัมพลัส (SCBGPLUS) และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ อินคัมพลัส (SCBPLUS) เป็นต้น

กองทุนทั้งสองก็สามารถรักษามูลค่าได้ค่อนข้างดีในช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนมากอย่างเช่นกรณี Brexit ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนด้วยนะครับ

ส่วนผลการลงประชามติของประเทศอังกฤษกำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และอาจเปลี่ยนแปลงทิศทางของการลงทุนหลังจากนี้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันต่อไปครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท