posttoday
บทเรียนจาก Brexit

บทเรียนจาก Brexit

30 มิถุนายน 2559

โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP

โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP

ในที่สุดผลโหวตของชาวอังกฤษว่าจะออกจาก EU หรือไม่ ก็พลิกโผ จากที่โผล่าสุดก่อนลงคะแนนเสียง ฝ่าย Bremain ชนะ แต่ผลโหวตจริงๆ ที่ออกมากลับเป็นว่าฝ่าย Brexit ชนะ ทำให้เกิดความปั่นป่วนของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกกันยกใหญ่ รวมถึงผลกระทบทางการเมืองที่จะตามๆ กันมา ไม่ว่าจะเป็นกระแสชาตินิยมที่อาจจะรุนแรงขึ้น ที่เริ่มเห็นแล้ว ก็คือ เริ่มมีกระแสการโหวตออกจาก EU ของชาติอื่นๆ ตามมา รวมถึงประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ ก็เริ่มมีกระแสจะขอประชามติแยกตัวออกจากจักรภพอังกฤษเช่นกัน ในประเทศไทยเองก็ได้รับแรงกระเพื่อมมาถึงการโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน

การวิเคราะห์และการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะทำ แต่วันนี้เรามาวิเคราะห์ดูบทเรียนที่เราได้เรียนรู้จาก Brexit ก่อนนะครับว่ามีอะไรบ้าง และจะสามารถนำมาเป็นประโยชน์ในการพิจารณาลงคะแนนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเราอย่างไรบ้าง

เริ่มจากหลักการหลีกหนีความเจ็บปวดที่ผมได้กล่าวไปในครั้งที่แล้ว ว่าต่างฝ่ายต่างยกข้อเสียของการโหวต “ออก” หรือ “อยู่” เพื่อสร้างความกลัวจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จนหลายครั้งความเสียหายก็สร้างจนเกินจริงไปเยอะ แต่หลักของการสร้างความกลัวจากความเสียหายที่สำคัญ ก็คือ ต้องเป็นความเสียหายที่จะเกิดหากมีการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ความเสียหายที่มีอยู่แล้ว และความเสียหายที่จะกลัวต้องเป็นความเสียหายที่คนให้ความสำคัญ หมายความว่าต่อให้ความเสียหายนั้นจะสำคัญ แต่ถ้าคนไม่ให้ความสำคัญก็ไม่มีความหมาย อย่างกรณี Brexit ก็มีการให้ข้อมูลถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจถ้าจะโหวตออก แต่ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกว่าเศรษฐกิจปัจจุบันดีหรือไม่อย่างไร และมองว่าความเสียหายที่ถูกขู่ให้กลัวนั้นเป็นความเสียหายที่จะเกิดกับกลุ่มคนที่มีฐานะกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นข้อมูลเรื่องนี้จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

หลักการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยคนพูด คนมีพฤติกรรมที่จะเชื่อคนที่พูดมากกว่าสิ่งที่ฟัง จะเห็นได้ว่าแต่ละฝ่ายจะมีผู้มีชื่อเสียงในสังคมระดับประเทศ หรือระดับสากล ออกมาให้ความเห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเอง ประธานาธิบดีสหรัฐ สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ธนาคารพาณิชย์ระดับโลก ฯลฯ เพราะเชื่อว่าจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แต่ทั้งนี้วิธีนี้จะมีผลมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับบารมีของผู้พูด อย่างเมืองไทยตอนนี้เองก็มีผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญกันมากมายเช่นกัน

หลักการสร้างผลโหวต ซึ่งผมได้กล่าวไปในครั้งที่แล้วเช่นกันว่า คนมีพฤติกรรมที่ทำตามคนส่วนใหญ่ เหตุผลก็เพราะความเชื่อของคนที่มองว่าการตัดสินใจตามคนส่วนใหญ่ปลอดภัย และน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ถึงมีหลายๆ สำนักพากันออกผลสำรวจมากมาย บางกรณีถึงกับปั้นแต่งผลสำรวจหลอกๆ เพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ออกมา

ทุกสิ่งที่ทำไม่สูญเปล่าเกิดผลตามมาเสมอ ทุกสิ่งที่เราทำ เราก็สอนคนอื่นเกี่ยวกับเราเช่นกัน ยกตัวอย่าง เช่น สมัยก่อนเวลาพบคนเดือดร้อน พวกเราจะยินดีเข้าไปช่วยเหลือ แต่เมื่อมีมิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากความใจดีของคนในการประทุษร้าย หลอกลวง ชิงทรัพย์ ฯลฯ พวกเราก็จะเรียนรู้และไม่เป็นคนใจดีอีกต่อไป ทั้งที่ไม่ใช่เป็นคนไม่มีน้ำใจ แต่เพราะป้องกันตนเองไม่ให้เป็นเหยื่อมิจฉาชีพนั่นเอง อย่างผลสำรวจก็เช่นกัน เมื่อคนเริ่มสงสัยคุณภาพของผลสำรวจ ก็ทำให้ผลสำรวจไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

ปลาตายตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง หากให้เราเลือกว่าใน 3 อาชีพนี้ อาชีพไหนน่าเชื่อถือมากที่สุด หมอ พ่อค้า นักการเมือง ผมว่าคนส่วนใหญ่น่าจะให้คำตอบที่เหมือนกัน ยกตัวอย่าง เช่น หมอ แต่คำถามคือ ใช่หมอทุกคนหรือเปล่าที่มีความน่าเชื่อถือ และสัดส่วนหมอที่มีความน่าเชื่อถือต่อจำนวนหมอทั้งหมดเทียบกับพ่อค้าหรือนักการเมือง มากกว่าจริงหรือเปล่า คงยังไม่มีสำนักวิจัยไหนวิจัยออกมา แต่เป็นความเชื่อของคนที่ได้รับจากประสบการณ์ในอดีต ทำนองเดียวกันเมื่อมีการทำลายความน่าเชื่อถือของผลสำรวจ ไม่ว่าจะออกจากสำนักไหน ความน่าเชื่อถือของผลสำรวจก็จะลดลง ไม่ว่าจะมาจากสำนักที่มีมาตรฐานในการสำรวจดีก็ตาม

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท