
ดอลลาร์ทุบส่งออก
สมาคมส่งออกเอสเอ็มอีหวั่นเหรียญสหรัฐแข็งค่ารับเบร็กซิต ชี้ตลาดของรายย่อยเปลี่ยน แนะมุ่ง CLMV จีน อินเดียทดแทน
สมาคมส่งออกเอสเอ็มอีหวั่นเหรียญสหรัฐแข็งค่ารับเบร็กซิต ชี้ตลาดของรายย่อยเปลี่ยน แนะมุ่ง CLMV จีน อินเดียทดแทน
นายเทพทัย สุริยลักษณ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกเอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบเบร็กซิตต่อผู้ประกอบการธุรกิจทุกขนาดรวมถึงเอสเอสเอ็มอีที่ทำตลาดส่งออกที่เห็นได้ชัดในเวลานี้ คือ อัตราการแลกเปลี่ยนเงินสกุลยูโรและปอนด์อังกฤษที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ส่งผลให้สกุลเงินต่างชาติโดยเฉพาะเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งมีผลต่อมูลค่าการค้าของผู้ประกอบการไทยที่อาจลดลงหากไม่มีการกำหนดค่าเงิน (ฟิกซ์ เรต) การตกลงซื้อขายล่วงหน้า
“แม้การส่งออกไทยจะเข้าไปทำตลาดยุโรปและอังกฤษในสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ แต่จากอัตราการแลกเปลี่ยนเหรียญสหรัฐที่ผันผวน ย่อมส่งผลกระทบทางมูลค่าการค้าที่อาจปรับลดลงเมื่อคำนวณกลับมาเป็นเงินบาทในช่วงนี้” นายเทพทัย กล่าว
ขณะที่ปัจจุบันตลาดการส่งออกของผู้ประกอบการรายย่อยไทยในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่ตลาดหลักเดิมอย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นอีกต่อไป โดยมาจากปัจจัยหลักคือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงหลายปีส่งผลกระทบกับกำลังซื้อผู้บริโภคในตลาดกลุ่มนี้ และมีผลต่อคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) สินค้าจากต่างประเทศรวมถึงไทยที่หายลดลงไปต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องเร่งศึกษาตลาดที่เหมาะสมกับสินค้าบริการของตัวเองใหม่
สำหรับตลาดใหม่ที่กำลังมีความสำคัญอย่างมากสำหรับเอสเอ็มอีไทย คือ ตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมถึงจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตอย่างมีศักยภาพมากในเวลานี้ ที่เจ้าของธุรกิจจะต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการที่เหมาะสมเพื่อเข้าสู่ตลาดดังกล่าว ซึ่งรวมถึงภาครัฐจะต้องมีส่วนช่วยเหลือด้านนโยบายเพื่อหาตลาดรองรับสินค้าสำหรับเอสเอ็มอีไทยด้วย
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยยังต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาขับเคลื่อน จากเดิมที่มีความชำนาญด้านการผลิตเป็นหลักมาหลายสิบปี แต่ขาดทักษะด้านการทำตลาด โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยกลุ่มเข้ารับการปรับปรุง (เทิร์น อะราวด์) ซึ่งที่มีจำนวนมากที่สุดในจำนวนผู้ประกอบเอสเอ็มอี 2.8 ล้านรายทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน จากสภาพการค้าและตลาดที่เปลี่ยนแปลงทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบต่อออร์เดอร์สินค้าที่ลดจำนวนลงทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เจ้าของธุรกิจไทยเริ่มทยอยปรับลดกำลังการผลิตสินค้าลงในปีนี้อีกไม่ต่ำกว่า 30-50% ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ และที่เกี่ยวข้องกับอาหาร







