
พงศ์ชนัญ รีไซเคิล เศษเหล็กร้อยล้านบุกเพื่อนบ้าน
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
กิจการรับซื้อของเก่า โดยเฉพาะในกลุ่มเศษเหล็ก ที่นอกจากจะเป็นธุรกิจที่อิงกระแสเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากการนำของเก่าที่หมดประโยชน์นำมาผ่านกระบวนการผลิตเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่แล้ว ขณะเดียวกันหากนำการบริหารจัดการที่เป็นระบบเข้ามาปรับใช้ร่วม ยังสามารถต่อยอดขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในขณะนี้
พัทธนันท์ กิตตินันท์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พงศ์ชนัญ รีไซเคิล ผู้ดำเนินธุรกิจรับซื้อเหล็กเก่า เล่าถึงธุรกิจเดิมซึ่งเป็นกิจการครอบครัวอยู่ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 17-18 ปีก่อน โดยรับซื้อของเก่าจากหน่วยรถซาเล้งทั่วไป และจากประสบการณ์ในแวดวงอุตสาหกรรมรับซื้อของเก่ามานาน ที่ทำให้รู้ถึงความผันผวนของราคาสินค้าของเก่าต่างๆที่มีขึ้นลงทำให้ควบคุมต้นทุนลำบาก จึงหันมาปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ไปสู่การซื้อมาขายไป (เทรดดิ้ง) ที่โฟกัสเฉพาะกลุ่มเหล็กเป็นหลัก 95% ส่วนอีก 5% จะเป็นกลุ่มสายไฟ ทองแดง เป็นต้น
ขณะเดียวกัน เหล็กเก่ายังเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการต่อเนื่องในตลาด โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานเหล็กแปรรูปที่ต้องการวัตถุดิบเหล็กทั้งแบบผงและแบบเหล็กแท่ง (บิลเล็ต) เพื่อนำมาผลิตเป็นชิ้นส่วนสำหรับของใช้ต่างๆ ที่มีส่วนประกอบเป็นเหล็ก เช่น อะไหล่รถยนต์ เป็นต้น จากปัจจุบันทั่วโลกแทบจะไม่มีโรงงานถลุงเหล็กแล้ว ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
จากจุดนี้ทำให้มองเห็นรูปแบบธุรกิจ (บิซิเนสโมเดล) ใหม่ โดยหันไปเช่าลานเกษตรเพื่อรับซื้อเศษเหล็กเก่า ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางโรงงานขนาดใหญ่ 3-4 แห่งใน จ.ปราจีนบุรี คือ 1.โรงงานโรจนะ 2.โรงงานไฮเทค 3.โรงงานเครือสหพัฒนพิบูล และ 4.โรงงานกบินทร์บุรี ซึ่งลานรับซื้อเหล็กเก่าของบริษัทเป็นทำเลที่มีศักยภาพ ที่นอกจากจะเป็นไข่แดงของนิคมอุตสาหกรรมโรงงานต่างๆ แล้ว ยังมีความสะดวกด้านการขนส่งสินค้า (โลจิสติกส์) ด้วยเชื่อมกับถนนไฮเวย์ 304 ที่ออกไปสู่จังหวัดข้างเคียง ทั้งกรุงเทพฯ และเขาใหญ่ รวมถึงถนนสาย 359 ที่ไปออก จ.สระแก้ว เข้าไปยังประเทศกัมพูชาได้
“ธุรกิจรับซื้อเหล็กเหมือนเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง มีความเสี่ยงต่ำแต่มีมูลค่าสูง มีราคาขึ้นลงตามปัจจัยโลก แต่ก็สามารถคาดการณ์สถานการณ์ราคาได้ล่วงหน้า ที่สามารถฟันธงได้ว่าจะขายเหล็กออกหรือเก็บไว้ได้ตอนไหน ด้วยตลาดนี้ค่อนข้างมีข้อมูลพอสมควร ด้วยธุรกิจนี้มีกำไรไม่ต่ำกว่า 10%” พัทธนันท์ เสริม
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้ขยับขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยนำบิซิเนสโมเดลรับซื้อเหล็กเก่า ที่จะตั้งอยู่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว และนิคมอุตสาหกรรมเมืองสีหนุวิลล์ หรือเมืองไพลิน ในประเทศกัมพูชา โดยร่วมกับพันธมิตรที่สนใจและมองเห็นโอกาสทางธุรกิจรีไซเคิลกลุ่มเศษเหล็กด้วยเช่นกัน ที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมภาคการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านกำลังเติบโตสูงด้วยอยู่ในช่วงพัฒนาประเทศ
ขณะที่การเข้าไปลงทุนธุรกิจรับซื้อเศษเหล็กในประเทศเพื่อนบ้านนั้น จะใช้รูปแบบเดียวกับที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ การเช่าลานเกษตรและตาชั่ง คาดใช้พื้นที่ราว 20 ไร่/แห่ง พร้อมนำเรื่องบริหารจัดการเข้าไปวางธุรกิจให้เข้าระบบ ซึ่งจะใช้พนักงานไม่มากนัก หรือราว 10 คน/1 แห่ง เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมี 2 สาขาใน จ.ปราจีนบุรี มีพนักงานรวม 20 คน โดยจะมีสำนักงานส่วนกลางอยู่ในกรุงเทพฯ ย่านสายไหมด้วย
สำหรับการทำธุรกิจในทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านนั้น พัทธนันท์ แนะนำว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้คนท้องถิ่นที่มีความชำนาญในพื้นที่ด้านต่างๆ โดยเฉพาะสายสัมพันธ์ในการทำการค้า ด้วยแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันทั้งด้านการปกครองท้องถิ่น วัฒนธรรมทางธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าจะเป็นบริษัทอันดับหนึ่งในวงการธุรกิจใดๆ ก็ตามจากเมืองไทย แต่หากจะเดินเข้าไปโรงงานเพื่อแจกนามบัตรพร้อมแนะนำตัวเพื่อขอเจรจาตกลงทำธุรกิจก็ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ ทุกอย่างต้องมีระยะเวลาและคอนเนกชั่นที่ดี
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าการเข้าไปลงทุนธุรกิจดังกล่าวในประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าจะสามารถสร้างผลประกอบการธุรกิจได้ถึง 100 ล้านบาท ภายใน 3-5 ปีนับจากนี้ และเติบโตแบบก้าวกระโดดได้เช่นเดียวกับในไทยที่เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ทุกปี







