
กู้30ปีลงทุนลุ่มน้ำโขง
ไทยคว้าเก้าอี้กรรมการ AIIB “อภิศักดิ์” ชี้เปิดทางไทยร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ไทยคว้าเก้าอี้กรรมการ AIIB “อภิศักดิ์” ชี้เปิดทางไทยร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยหลังเข้าร่วมประชุมสมาชิกผู้ก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงการพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Development Bank : AIIB) ครั้งที่ 1 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 25-26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมได้เลือกประธานธนาคารซึ่งได้แก่ผู้แทนจากจีน ในฐานะผู้ลงขันเงินก่อตั้งในสัดส่วนสูงสุด 50% ของเงินก่อตั้งธนาคาร รวมทั้งแต่งตั้งกรรมการ AIIB ซึ่งนายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้แทนจากประเทศไทย ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในคณะกรรมการทั้งหมด 12 คน แม้ว่าประเทศไทยจะมีสัดส่วนลงขันเงินก่อตั้งน้อยที่สุด คือ 2% ของเงินก่อตั้งธนาคาร
“ที่ไทยได้โควตากรรมการครั้งนี้ เนื่องจากสามารถรวมกลุ่มกับอีก 5 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บังกลาเทศ เนปาล มัลดีฟส์ แล้ว ทำให้มีสัดส่วนการร่วมลงขันเงินก่อตั้งที่ 6% และทุกประเทศเห็นควรให้ไทยเป็นผู้แทนกลุ่มเข้าไปอยู่ในกรรมการ ในขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่เป็นกรรมการ คือ กลุ่มประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้รวมกลุ่มกับลาว กัมพูชา เมียนมา และศรีลังกา” นายอภิศักดิ์ กล่าว
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า AIIB จะเป็นอีกทางเลือกในการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับประเทศที่การกู้เงินในตลาดทั่วไปมีต้นทุนสูง และกู้ได้ระยะยาว 30-50 ปี เช่นเดียวกับที่กู้จากธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB)
อย่างไรก็ตาม กรณีของประเทศไทยที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง AIIB เป้าหมายอาจไม่ใช่การมีแหล่งเงินกู้ เพราะปัจจุบันการกู้ในประเทศได้ต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่เป็นการเพิ่มโอกาสที่ประเทศไทยจะได้เข้าไปร่วมในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งคาดว่าจะมีการพึ่งเงินกู้จาก AIIB อยู่พอสมควร
“สถานการณ์ตลาดการเงินในขณะนี้ การกู้ในประเทศจะเหมาะสมสำหรับไทยมากกว่า เพราะดอกเบี้ยต่ำ และเอกชนมีสภาพคล่องสูงพร้อมจะลงทุน รวมถึงลงทุนโครงการพีพีพี” นายอภิศักดิ์ กล่าว
นายบุญชัย กล่าวว่า ตั้งแต่ก่อตั้ง AIIB ซึ่งมีทุนตั้งต้น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในจำนวนนี้ไทยลงขัน 2% คิดเป็น 1,420 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.7 หมื่นล้านบาท ธนาคารแห่งนี้ได้ปล่อยกู้โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว 4 โครงการ ใน 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย 216 ล้านเหรียญสหรัฐ บังกลาเทศ 165 ล้านเหรียญสหรัฐ ทาจิกิสถาน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ และปากีสถาน 27 ล้านเหรียญสหรัฐ







