
รี้ดฯขยายเจาะลูกค้าทั่วไป ปูทางเล็งจัดงานเมียนมา
รี้ด เทรดเด็กซ์ สนแตกไลน์จัดงาน เจาะผู้บริโภคในไทย ชี้ที่ผ่านมาเน้นงานอุตสาหกรรมเจาะกลุ่มธุรกิจ
รี้ด เทรดเด็กซ์ สนแตกไลน์จัดงาน เจาะผู้บริโภคในไทย ชี้ที่ผ่านมาเน้นงานอุตสาหกรรมเจาะกลุ่มธุรกิจ
นายสุทธิศักดิ์ วิลานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ เปิดเผยว่า บริษัทสนใจจะหันไปจัดงานมหกรรมซื้อขายด้านสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่เป็นการซื้อขายระหว่างภาคธุรกิจกับลูกค้าทั่วไป (บีทูซี) เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่บริษัทยังเน้นการจัดงานมหกรรมการซื้อขายที่เป็นการซื้อขายระหว่างภาคธุรกิจกับภาคธุรกิจ (บีทูบี) ในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก คาดว่าจะเริ่มใน 1-2 ปีข้างหน้า
“บริษัทแม่ของรี้ด เทรดเด็กซ์ในต่างประเทศ ก็เป็นผู้จัดงานเวิลด์ ทราเวล มาร์ท มหกรรมการขายด้านการท่องเที่ยวระดับโลกทุกปี ดังนั้นการจัดงานด้านท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่รี้ด เทรดเด็กซ์พิจารณาอยู่ เพราะไทยก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็มีแผนจะต่อยอดงานคอสเม็กซ์ โชว์ ซึ่งเป็นงานมหกรรมซื้อขายด้านเครื่องสำอางประเภทบีทูบี โดยในระยะใกล้ก็จะขยายให้มีส่วนงานการขายแบบบีทูซีเพิ่มเติมในงานนี้ด้วย” นายสุทธิศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาธุรกิจรี้ด เทรดเด็กซ์โต 15-20% ปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโตได้ 15-20% ระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีปัจจัยปัญหาเศรษฐกิจเข้ามาท้าทาย ดังนั้นการเติบโตจะไม่สูงมาก แต่ก็ยังเติบโตต่อเนื่องได้ โดยปีนี้จัดงานทั้งหมด 13 งานในไทย และ 2 งานในเวียดนาม ใกล้เคียงกับปีก่อนที่มี 14 งานในไทย ซึ่งงานที่ลดไป 1 งานคือ งานเกี่ยวกับจักรยาน เพราะจัด 2 ปี 1 ครั้ง ดังนั้นปีที่ผ่านมาจัดไปแล้วปีนี้จึงไม่ได้จัด
ขณะที่อนาคตสนใจจะหาโอกาสไปจัดงานในเมียนมาเพิ่มเติมด้วย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเริ่มต้นศึกษาตลาดเมียนมาด้วยการเชิญผู้ประกอบการจากเมียนมา ซึ่งเป็นผู้ซื้อให้เข้ามาร่วมงานต่างๆ ที่จัดในไทยก่อน นอกจากนี้ยังมองว่าการจัดงานในไทยมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เพราะเป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และพลังงาน
อย่างไรก็ดี สำหรับงานที่บริษัทเพิ่งจัดไปคืองานแมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2016 และเนปคอนไทยแลนด์ 2016 มหกรรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมสนับสนุน และอิเล็กทรอนิกส์ โดยงานนี้เติบโต 17-20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตั้งเป้าเงินสะพัดจากการซื้อขายในงานไว้ 5,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ด้านปัจจัยที่ทำให้งานที่เพิ่งจัดได้รับความสนใจคือ ผู้ประกอบการไทยมีความต้องการเทคโนโลยีด้านการผลิตที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่น
นายสุทธิศักดิ์ กล่าวว่า ตัวอย่างเช่น กลุ่มผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงสุดในไทย ต้องรับมือกับเทรนด์ใหม่ การใช้รถยนต์ไฮบริดจากเดิมที่ใช้พลังงานปกติ ขณะที่กลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เดิมเน้นรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ส่งให้กับแบรนด์ต่างๆ ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบมากขึ้น เพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเอง







