
บริหารน้ำ บริหารคน (กรุงเทพฯ)
เมื่อใดฝนตกหนัก น้ำท่วม รถติด คนกรุงเทพฯ ทุกคนจะหันมามองที่ผู้ว่าฯ กทม. เพราะดูเหมือนว่าเป็นตำแหน่งแม่บ้านของเมืองที่ต้องดูแลไปทุกเรื่อง จึงยากเหลือเกินที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบ แม้ว่าตำแหน่งนี้ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการอำนวยการ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและรถติดได้เพียงลำพัง
เมื่อใดฝนตกหนัก น้ำท่วม รถติด คนกรุงเทพฯ ทุกคนจะหันมามองที่ผู้ว่าฯ กทม. เพราะดูเหมือนว่าเป็นตำแหน่งแม่บ้านของเมืองที่ต้องดูแลไปทุกเรื่อง จึงยากเหลือเกินที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบ แม้ว่าตำแหน่งนี้ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการอำนวยการ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและรถติดได้เพียงลำพัง
ผมได้เขียนถึงการแก้ปัญหาเรื่องฝนตก น้ำท่วม รถติด ไปก่อนหน้านี้บ้างแล้ว จะขอสรุปอีกครั้งว่าเราสามารถจัดการได้ โดยมีวิธี 3 ประการหลัก คือ
หนึ่ง การแก้ปัญหาทางวิศวกรรมระยะสั้น โดยสิ่งที่ กทม.ทำได้คือ มอบให้สำนักการโยธาและสำนักการระบายน้ำ สำรวจจุดเสี่ยงทั่วกรุงเทพฯ เป็นประจำทุกปี คอยตรวจสอบสภาพปัญหาทางกายภาพ ทั้งระดับความสูงต่ำ และการทรุดตัวของถนน รวมทั้งจุดติดขัดในระบบระบายน้ำทั้งหมด เรื่องนี้ กทม.มีอำนาจ มีกำลังคน ทำได้ทันที เช่น ตรวจสอบข้อมูลว่าย่านรามคำแหงและสุขุมวิทบางจุด พื้นที่เป็นแอ่ง โอกาสน้ำท่วมฉับพลันสูงดังนั้นต้องระดมเครื่องสูบน้ำให้พร้อมในจุดที่ระบุว่ามีความเสี่ยงที่สุดก่อน
ขณะที่การพยากรณ์ช่วงเวลาฝนตก ปริมาณน้ำฝนและตำแหน่งเสี่ยงไม่แม่นยำ นอกจากทำให้ประชาชนไม่เคยเชื่อถือ จนไม่ใส่ใจเตรียมพร้อม ยังกลายเป็นจุดอ่อนของ กทม.ในการบริหาร เพราะไม่รู้ว่าต้องส่งกำลังไปที่ไหน เมื่อไหร่ จำนวนเพียงใด พอพลาดก็เดือดร้อนกันทั้งกรุงเทพฯ ทั้งที่ปัจจุบันมีการพัฒนาอัลกอริทึมการพยากรณ์ที่แม่นยำมาก กทม.ต้องนำมาใช้ จะสร้างความมั่นใจแก่คนกรุงเทพฯ
สอง การแก้ปัญหาทางวิศวกรรมระยะยาว เช่น การใช้อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ หากจะได้ผล ปล่องอุโมงค์จะต้องอยู่ในตำแหน่งที่สามารถรับน้ำได้สะดวก ไม่เช่นนั้นน้ำจะระบายเข้าสู่อุโมงค์ลำบาก น้ำก็ท่วมอยู่ดี อีกทั้งการสร้างแก้มลิงใต้ดินเหมือนกรุงโตเกียว ที่สามารถระบายน้ำเข้าไปสะสมไว้ในบ่อยักษ์ใต้ดินได้เร็วมาก เมื่อน้ำในคลองและแม่น้ำลดลง ถึงจะสูบน้ำขึ้นมาระบาย
ถึงแม้การแก้ปัญหาทางวิศวกรรมระยะสั้นและระยะยาว จะสามารถช่วยเรื่องน้ำท่วมได้ แต่ กทม.ยังคงต้องมีการจัดการร่วมกับองค์กรสาธารณูปโภคอื่น ทั้งการไฟฟ้าฯ การประปาฯ การรถไฟฟ้าฯ การรถไฟฯ รัฐบาลต้องเห็นปัญหาของกรุงเทพฯ เป็นปัญหาของชาติ ไม่ใช่แค่ปัญหาของผู้ว่าฯ กทม. จึงควรสนับสนุนการเพิ่มอำนาจให้ กทม.เพื่อบูรณาการทุกระบบให้แก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จขึ้น
สาม เป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือ การบริหารความคาดหวังของคนกรุงเทพฯ สิบกว่าล้านคน ที่คิดว่าเมื่อฝนตก น้ำท่วม รถติด ต้องมีใครสักคนต้องรับผิดชอบ จึงมองมาที่ กทม.เป็นคนแรก เมื่อรู้สัจธรรมข้อนี้ การแก้ปัญหาทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ การบริหารน้ำว่ายากแล้ว บริหารคนกรุงเทพฯ ยากกว่า
แต่ผมเชื่อว่าคนไทยเห็นใจคนขยัน ดังนั้นช่วงเดือน พ.ค. ก่อนฤดูฝน กทม.ควรทำงานหนักทั้งการเตรียมความพร้อมด้านการระบายน้ำ และที่สำคัญคือการประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงเทพฯ เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งช่วยกันอย่าทิ้งขยะลงคลอง ลงท่อระบายน้ำ และช่วยกันสอดส่องดูจุดเสี่ยงน้ำท่วมขังในพื้นที่ของตนเอง
กทม.จะต้องเป็นนักประสานสิบทิศ ดึงเอาทุกหน่วยงานของรัฐและเอกชนมาทำงานร่วมกัน เพื่อขจัดปัญหาน้ำท่วม เมื่อคนกรุงเทพฯ รู้ คนกรุงเทพฯ เห็น คนกรุงเทพฯ ร่วมมือ ปัญหาจะบรรเทาลง แม้ยังแก้ไม่ได้เบ็ดเสร็จ เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจ กทม.มากขึ้น จากการบ่นจะกลายเป็นความเห็นใจ
เพราะกรุงเทพฯ เป็นบ้านของคนกรุงเทพฯ ทุกคน ท่านจะวิจารณ์อย่างไร กทม.คงต้องอดทน แต่การจัดการทั้งด้านวิศวกรรม และด้านมวลชนสัมพันธ์ที่ดีของ กทม. จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแน่นอน







