
อย่าให้ใครว่าเรา...เราก็ต้องไม่ทำ
โดย...สุรชัย โอภาสเสถียร
โดย...สุรชัย โอภาสเสถียร
ผมขึ้นต้นบทความวันนี้เพราะได้มีโอกาสไปร่วมงานระดมสมอง ช่วยคิด ช่วยกันหาทางออก หลอมรวมทางแก้ไขปัญหาที่หมักหมม สะสม ในพฤติกรรมอันไม่เป็นที่ยอมรับของใครต่อใครหลายๆ คน (บางเรื่องก็เป็นอะไรที่ตัวเองก็ยังรับไม่ได้)
งานที่ผมพูดถึงเป็นโครงการที่สนับสนุนโดยมูลนิธิมั่นพัฒนา ชื่อโครงการคือ “อย่าให้ใครว่าไทย” ประเด็นสำคัญก็คือตัวผู้เขียนเอง ท่านผู้อ่านที่สนใจ เราทั้งสองต่างเป็นคนไทย เป็นคนที่อยู่อาศัยในประเทศไทยใช่หรือไม่ ความน่าสนใจก็คือเมื่อมีนักคิดในฝั่งของภาคธุรกิจสื่อสารการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ได้ลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ ชักชวนใครต่อใครให้มาทำสิ่งดีๆ และใช้ความเป็นมืออาชีพในการหาทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เราคนไทยด้วยกันเองไม่ชอบ หรือคนต่างชาติที่มักจะคิดหรือว่าออกมาให้เราๆ ท่านๆ ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น เช่น
1.ทำไมจึงฟุ้งเฟ้อ ใช้เงินแบบไม่คิด เป็นหนี้เพื่อรักษาสิ่งที่แสดงออกไปยังภายนอก ไม่ประหยัดในเรื่องที่ถูกที่ควร
2.ทำไมถึงยอมรับคำว่า “ขี้โกง” เช่น มีคนกล่าวว่าเป็นคนขี้โกง ชอบเอาเปรียบ เล่นพรรคเล่นพวก ทำอะไรใช้เส้นสาย ทำผิดก็วิ่งเต้น
3.ทำไมถึงทำอะไรตามใจชอบ ไม่มีวินัย เช่น เรื่องการทิ้งขยะ ขับจักรยานยนต์สวนทางขับไปบนทางเท้า (ทั้งที่ก็รู้ว่ามันเป็นทางเท้า-เอาไว้ให้คนที่มีเท้าใช้เดินสัญจร ไม่ใช่ถนนที่ให้รถจักรยานยนต์วิ่ง)
พฤติกรรมที่เราไม่ชอบและมักจะถูกบ่นว่าเป็นประจำตลอดมาตัวอย่าง เช่น คำว่า ทำไมเป็นคนไม่มีวินัย
ชอบเป็นคนขี้โกง
ทำไมเป็นขี้เกียจ
ทำไมเป็นคนขี้โม้ (ชอบจะรู้ไปทุกเรื่อง ที่ไม่รู้ก็คือเรื่องที่เราควรจะต้องคิดต้องทำ)
หรือทำไมเป็นคนชอบยุ่งกับเรื่องคนอื่น (ภาษาเด็กๆ สมัยนี้คือ ทำไมชอบกินเผือก) เหล่านี้ เป็นต้น
กลุ่มคนในแวดวงการโฆษณาจึงผนึกกำลังมาทำเรื่องแบบ “เกลือจิ้มเกลือ หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง” ตัวอย่างเช่น สร้างกิจกรรมการรับรู้ด้วยการส่งคลิปคนขาดสติในการจับจ่ายซื้อของคลิปคนมักง่ายในการทิ้งขยะ
คลิปคนที่ไม่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามทำ เป็นต้น คลิปเหล่านั้นได้ก่อให้เกิดการ “รับรู้” จากการรับรู้ก็เข้าสู่กระบวนการ “เรียนรู้” เรียนไปเพื่อให้ตัวคนที่รับรู้ได้ “เข้าใจ” ว่ามันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงตัวของเรา “หากไม่ต้องการให้ใครต่อใครว่าไทย” ก็เพราะเราทุกคนได้ชื่อว่าคนไทยแล้ว เราคงไม่ต้องการให้ใครมาว่าไทย
การที่จะให้ใครต่อใครไม่ว่าไทย มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยใจ แล้วที่ต้องเปลี่ยนก็คือพฤติกรรมของเราเอง อย่าไปชี้นิ้วใครต่อใครให้เปลี่ยน เช่น เราไม่อยากเป็นหนี้มากก็ต้องรู้จักเก็บหอมรอมริบ คิดก่อนจะใช้ ใช้เงินอย่างมีสติ คิดว่ามันจำเป็นหรือไม่ คิดว่าเราเป็นหนี้แล้วก็ต้องใช้หนี้ ยืมเขามาก็ต้องคืนเขาไป คิดว่าการออมคือการซ้อมก่อนเป็นหนี้
การเป็นหนี้นั้นเป็นได้ สำคัญว่าหลังจากเสพ หลังจากกิน หลังจากใช้แล้วถ้ามาจากการก่อหนี้แล้วต้องหาเงินไปคืนเขาด้วย เพราะในบั้นปลายของชีวิต มันไม่มีใครเอาอะไรไปภพหน้าได้ ท่านผู้อ่านครับในโลกนี้ไม่มีใครมันจะตัวใหญ่กว่าโลงศพของเขาคนนั้น ท้ายสุดมนุษย์เราล้วนสูงเท่ากันเมื่อตอนนอนครับ
ขอบคุณมากๆ ครับ







