
ค่าเงิน-ทองคำป่วนระยะสั้น เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยถึงสิ้นปี
ตลาดเงินและตลาดทองคำของไทยวานนี้ เกิดความปั่นป่วนตลอดทั้งวัน ค่าเงินบาทเปิดตลาดในช่วงเช้า
ตลาดเงินและตลาดทองคำของไทยวานนี้ เกิดความปั่นป่วนตลอดทั้งวัน ค่าเงินบาทเปิดตลาดในช่วงเช้าที่ระดับ 35.12 บาท/เหรียญสหรัฐ ก่อนจะอ่อนค่าลงไปถึง 35.50 บาท/เหรียญสหรัฐ และล่าสุดกลับมาแข็งค่าขึ้นปิดตลาดที่ 35.42 บาท เป็นการอ่อนค่าราว 0.37% ขณะที่สกุลเงินอื่นในภูมิภาคอ่อนค่าลงไปราว 1.00-1.50%
ทางด้านร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศก็ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน โดย อภิชัย สุสมากุลวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) กล่าวว่า เมื่อวานนี้ทางร้านได้ปรับอัตราการซื้อขายขึ้นลงมากกว่า 10 ครั้ง และมีการปรับส่วนต่างการรับซื้อขาย (สเปรด) ให้สูงขึ้นเพื่อรองรับความผันผวนของค่าเงิน เช่น จากเดิมซื้อขายเงินสกุลเหรียญสหรัฐ จะมีส่วนต่าง 3-5 สตางค์ (สต.) แต่วันนี้เพิ่มส่วนต่างเป็น 10-15 สต. ส่วนเงินปอนด์ก็มีส่วนต่างประมาณ 3 บาท โดยซื้อที่ 47.40 บาท และขายที่ประมาณ 50 บาท
“ในช่วง 1-2 วันนี้ ยอมรับว่าขาดทุนจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงิน แต่ก็ยอมรับซื้อขายขาดทุนเพราะต้องการรักษาฐานลูกค้า จะไม่มีการปฏิเสธลูกค้า แม้ว่าจะต้องขายเงินในราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อมา เพราะเราจะกำหนดราคาแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์” นายอภิชัย กล่าว
ในขณะที่ราคาทองคำในประเทศมีการปรับราคาถึง 31 ครั้ง ปิดตลาดปรับขึ้น 800 บาท โดยราคาทองแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 21,850 บาท ขายออกบาทละ 21,950 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,451.40 บาท ขายออก 22,450 บาท อิงราคาทองคำในตลาดโลกที่ 1,313 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ค่าเงินบาทที่ 35.35 บาท/เหรียญสหรัฐ
จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมผู้ค้าทองคำ คาดว่าในวันนี้ประชาชนจะนำทองคำออกมาขายมากขึ้น เพราะราคาปรับสูงเป็นประวัติการณ์
โรเบิร์ต มินิคิน หัวหน้าทีมวิจัยด้านการแลกเปลี่ยน ภูมิภาคเอเชีย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองว่า ผลประชามติของอังกฤษที่เห็นชอบให้ออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐ เนื่องจากตลาดหนีความเสี่ยงเข้าหาเงินเหรียญสหรัฐที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีก หลังจากทิศทางเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
“คาดการณ์ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) จะเปลี่ยนท่าทีจากเดิมมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง มาเป็นการคงดอกเบี้ยต่อไป รวมทั้งมีโอกาสลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 0% อีกครั้งในไตรมาส 4 หรือราวเดือน ธ.ค.ปีนี้ เพื่อไม่ให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเกินไป เพราะค่าเงินแข็งค่าเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ” มินิคิน กล่าว
นอกจากนี้ เงินยังไหลออกไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอีกประเภท คือ เงินเยน จึงคาดการณ์ว่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้นถึง 95 เยน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องออกมาตรการแทรกแซงชะลอการแข็งค่า ขณะที่ค่าเงินปอนด์อาจอ่อนค่าไปถึง 1.23 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ ภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนค่าเงินยูโรมีโอกาสอ่อนค่าลงไปถึง 1.03 เหรียญสหรัฐ/ยูโร
แม้ตลาดเงินจะมีความผันผวนมาก แต่ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.และสถาบันการเงินรับรู้เรื่องการลงประชามติมาเป็นเดือนและมีเวลาเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า โดยสถาบันการเงินในประเทศไทยได้ปิดความเสี่ยงฐานะเงินตราต่างประเทศไว้ล่วงหน้าแล้ว ต่างจากในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 (ค.ศ. 2008) ที่มีการปิดสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่างเลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ซึ่งคราวนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ตลาดไม่ได้คาดคิดมาก่อน จึงมีปฏิกิริยาของตลาดที่รุนแรงกว่าครั้งนี้มาก
“ในระยะข้างหน้าจะเห็นความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนมากขึ้น ทุกฝ่ายจึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผลกระทบจาก Brexit จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเปราะบางมากขึ้น ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้าน โดยเฉพาะผลที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจอังกฤษและโครงสร้างของเศรษฐกิจยุโรปโดยรวม ซึ่งต้องติดตามโดยใกล้ชิดต่อไป” วิรไท กล่าว
ทั้งนี้ ธปท.ประเมินผลกระทบเบื้องต้นการที่อังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มอียู ว่าผลต่อระบบเศรษฐกิจการเงินผ่านการค้าและความเชื่อมโยงสถาบันการเงินจำกัด แต่ไทยจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนของตลาดเงินโลกระยะสั้น ตลอดจนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
ทางด้านผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินไทย ธปท.ประเมินว่ามีในวงจำกัดเช่นกัน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางการเงินโดยตรงกับสถาบันการเงินในอังกฤษและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นเพียง 1.31% ของสินทรัพย์รวม นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินไทยได้มีการเตรียมความพร้อมและป้องกันความเสี่ยงสถานะเงินตราต่างประเทศไว้ล่วงหน้าแล้ว
อย่างไรก็ดี ความกังวลใจของนักลงทุนที่มีเพิ่มขึ้น และการปรับฐานะการลงทุนระหว่างประเทศให้ตอบสนองกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ราคาสินทรัพย์และเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในระยะสั้นและเป็นที่คาดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว ล่าสุดพบว่า ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงอ่อนค่าลง 8% และค่าเงินยูโรปรับอ่อนค่าลง 3.2%







