
กสิกรฯยันรับมือฟินเทคได้
กสิกรฯ ยันฟินเทคยังกระทบแบงก์น้อย คนไทยต้องใช้เวลาปรับตัวเลิกใช้เงินสด ปีนี้รายได้-สินเชื่อยังโตได้แต่ไม่มาก
กสิกรฯ ยันฟินเทคยังกระทบแบงก์น้อย คนไทยต้องใช้เวลาปรับตัวเลิกใช้เงินสด ปีนี้รายได้-สินเชื่อยังโตได้แต่ไม่มาก
น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา “Fintech เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกการเงินไทย” ว่า รายได้และสินเชื่อของธนาคารในไตรมาส 2 ปีนี้ มีแนวโน้มเติบโตได้มากกว่าไตรมาสแรกที่สินเชื่อขยายตัวเพียง 0.5% แต่ภาวะนี้ยอมรับว่าเหนื่อย ไม่ได้เป็นเพราะฟินเทค หรือพร้อมเพย์ แต่เพราะคนชะลอการใช้จ่าย ทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตไม่สูงมาก หรือโตในอัตราที่ลดลง จากภาวะเศรษฐกิจ ภัยแล้ง การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
ทั้งนี้ ธนาคารไม่คิดจะปรับเป้าสินเชื่อปีนี้ที่โต 7-8% ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังเพิ่มแต่อัตราลดลง โดยไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8% ของสินเชื่อรวม และทั้งปีจะดูแลให้อยู่ในเป้าหมายที่ 3.5-3.6% ขณะค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) อยู่ที่ 130% เพียงพอที่รองรับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ได้
สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยหรือรายได้จากค่าธรรมเนียมของธนาคารมีสัดส่วนถึง 40% ของรายได้รวม ยังมีแนวโน้มโตได้ดีในระยะนี้ ส่วนการเกิดของฟินเทคและธุรกิจใหม่ในกลุ่มสตาร์ทอัพ ที่ให้บริการโอนเงินหรือชำระเงินระหว่างบุคคลผ่านแอพพลิเคชั่นมากขึ้น ยอมรับว่ากระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมบ้าง แต่ไม่มาก ส่วนหนึ่งเพราะธนาคารปรับตัวเพื่อลดต้นทุนการบริการมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
“ธนาคารมองว่าในระยะข้างหน้าการใช้บริการของคนส่วนใหญ่จะยังไม่โยกไปที่บริการฟินเทค พร้อมเพย์ที่โอนเงินให้กันผ่านมือถือในทันที น่าจะยังใช้ระยะเวลาอีกสักพัก บวกกับธนาคารก็มีการปรับตัว และมีบริการโอนเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้งรองรับการเปลี่ยนแปลงไว้บ้างแล้ว” น.ส.
ขัตติยา กล่าว
วันเดียวกัน ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ประกาศให้อันดับเครดิตภายในประเทศแก่หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ตามเกณฑ์บาเซิล 3 สกุลเงินบาทของธนาคารกสิกรไทย ที่ “AA-(tha)” โดยการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของเงินกองทุนชั้นที่ 2 และนำไปใช้ในการดำเนินกิจการทั่วไปของธนาคาร
ด้าน นายธีรวัฒน์ ดิลกสกุลชัย หัวหน้าสายงานฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท ทรูมันนี่ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศต่างๆ ใช้เงินสดลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างสวิตเซอร์แลนด์ใช้เงินสดเพียง 5% เท่านั้น คาดว่าอีก 5 ปีคงไม่ใช้เงินสดเลย ส่วนสหรัฐใช้เงินสด 20% แต่ไทยยังใช้เงินสดสูงถึง 98% ขณะที่ต้นทุนการพิมพ์ธนบัตรและผลิตเหรียญกษาปณ์ของไทยอาจจะแพงกว่ามูลค่าของเงินแล้ว ทำให้แนวโน้มต่อไปการใช้เงินสดจะลดลง จากการที่ทั่วโลกมีการใช้บริการใหม่ๆ ในการชำระเงินช่องทางอื่นๆ ที่มิใช้ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) สูงขึ้น ด้วยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและการชำระเงินรูปแบบต่างๆ บริการอีวอลเลทที่เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ภายใต้ค่าบริการที่ถูกลงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง







