
‘ดอย จรรย์ศุภรินทร์’ ปั้นไทยศูนย์กลางโค้ชชิ่ง
ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าการจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในองค์กรที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุดในปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีโค้ชชิ่งหรือที่ปรึกษา เหมือนกับการเป็นนักกีฬาก็ต้องมีโค้ชเพื่อช่วยแนะนำแนวทางในการแก้ปัญหา
ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าการจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในองค์กรที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุดในปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีโค้ชชิ่งหรือที่ปรึกษา เหมือนกับการเป็นนักกีฬาก็ต้องมีโค้ชเพื่อช่วยแนะนำแนวทางในการแก้ปัญหา
ดอย จรรย์ศุภรินทร์ กรรมการผู้จัดการ สถาบันเบิร์กลีย์ เอ็กเซ็กคิวทีฟโค้ชชิง ผู้พัฒนาหลักสูตรการโค้ชชิ่งซึ่งปัจจุบันผู้บริหารให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากเป็นคนที่คอยชี้ทางออกและร่วมกันแก้ปัญหาและช่วยพัฒนาให้องค์กรประสบความสำเร็จ เหตุผลที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่ธุรกิจโค้ชชิ่งนั้น เริ่มมาจากประสบการณ์ในการทำงานที่เริ่มจากธุรกิจการเงินมานานกว่า 13 ปี ในช่วงเวลานั้นทำงานบริษัท มูดี้ส์ ที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารองค์กร ซึ่งบางคนในองค์กรที่เข้าไปบริหารนั้นมีอายุมากกว่าและมีประสบการณ์สูง จึงมีความคิดว่าตัวเองจะสามารถเป็นผู้นำเขาเหล่านั้นได้อย่างไร
จากจุดเริ่มต้นที่คิดว่าการจะเป็นผู้นำคนนั้น ตนเองจะต้องมีประสบการณ์มากกว่า ฉลาดมากกว่าคนอื่นถึงจะนำเขาได้ แต่กลับไม่ใช่แนวทางนั้น วิธีการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้จริง ทีมงานจะต้องระดมความคิดและต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ทำอย่างไรเพื่อให้บุคลากรเหล่านั้นได้ใช้ศักยภาพของตนเองในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับองค์กร
สำหรับจุดเริ่มต้นอาชีพโค้ชชิ่งให้กับบรรดาผู้บริหารนั้น เริ่มจากการที่เขาได้ไปศึกษาต่อในระดับเอ็มบีเอ ที่มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ และได้พบกับ มาร์ค ริทเทนเบิร์ก ผู้ก่อตั้งสถาบันเบิร์กลีย์ เอ็กเซ็กคิวทีฟโค้ชชิง จึงทำให้สนใจวิธีการเป็นโค้ชชิ่ง ในช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นอาชีพใหม่ เพราะจะมีแต่คนที่ทำงานเป็นที่ปรึกษา แต่โค้ชชิ่งนั้นเป็นอาชีพที่แตกต่าง เพราะต้องพยายามทำให้ความสามารถของผู้บริหารออกมาได้อย่างชัดเจน เริ่มจากช่วยให้เขาเหล่านั้นคิดแก้ปัญหาได้ โดยต้องมองหาสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ถือว่าเป็นจุดสำคัญของงานด้านนวัตกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ต้องใช้งานด้านเทคโนโลยี เนื่องจากต้องหาไอเดียใหม่ๆ มาแข่งกับคู่แข่ง ถือเป็นการช่วยปลดล็อกทางความคิด อาชีพนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก
จุดสำคัญที่ผู้บริหารนั้นต้องมีโค้ชชิ่ง เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงเปรียบเสมือน “ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” เพราะตนเองสูงขึ้นไปเท่าใด ก็เหมือนกับจะหาคนที่ไว้ใจได้ยาก หากต้องการได้ยินผลตอบรับจากคนอื่นเหมือนกับว่าไม่ได้ผลตอบรับที่แท้จริง หลายครั้งจะเจอกับคำพูดเพื่อเอาใจ หรือพูดในสิ่งที่เขาอยากจะได้ยิน แต่การเป็นโค้ชชิ่งเหมือนกับการเป็นผู้ซัพพอร์ตเพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่ไม่บิดเบือน
“ทุกวันนี้ผู้บริหารจำเป็นต้องมีโค้ชชิ่ง ถือเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงเขาก็จะเป็นคนที่มีเวลาให้กับตนเองน้อยลง เพราะฉะนั้นโค้ชชิ่งจึงเป็นคนที่ช่วยเขาในช่วงเวลาที่มีน้อย โดยต้องช่วยให้เขาสามารถคิดได้ลึก ให้เขาสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองในช่วงที่เขามีเวลาจำกัด เหมือนกับเวลาเขามีค่ามาก เพราะฉะนั้นเมื่อมีคนไปช่วยให้เขาสามารถคิดได้ไวๆ เขาจะชอบ ซึ่งการคิดได้ไวนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาติด ถ้าโค้ชชิ่งมีความคิดที่ดีจริงๆ เวลา 15-30 นาที ก็สามารถช่วยเขาแก้ปัญหาได้ทันที”
ดอย เล่าว่า จากการทำโค้ชชิ่งไปเรื่อยๆ จึงเห็นทางออกที่ผู้บริหารไม่เคยเห็น เพราะโค้ชชิ่งจะต้องสร้างความไว้ใจซึ่งกันและกันได้ เพราะถ้าไว้ใจก็จะเริ่มเปิดใจได้ง่ายขึ้น พอเริ่มเปิดใจได้ง่ายขึ้นก็จะเริ่มหาทางออกในอุปสรรคได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาหากสังเกตพบว่า การใช้เวลาแก้ปัญหานานจะเหมือนกับเราไม่ได้เปิดใจกับทุกอย่าง แต่หากได้เจอกับโค้ชชิ่งที่เขาไว้ใจแล้ว ก็จะสามารถร่วมแชร์ปัญหาไม่มีอะไรมาปิดบัง จึงไปหาแก่นแท้ของปัญหาได้จริงๆ จึงสามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น
ในบางกรณีการแก้ปัญหาอาจจะไม่ได้เจอกันตัวต่อตัว เพราะบางทีต้องมีการเดินทาง การโทรศัพท์คุยกัน มีการคุยด้วยการถามคำถามเปิดไปเรื่อยๆ โดยให้ผู้บริหารเหล่านั้นรู้สึกว่าเป็นคนที่หาทางออกจากปัญหาได้ด้วยตนเอง
“ลองคิดดู หากเรามีปัญหาอะไรในชีวิต ถ้าเป็นไอเดียหรือความคิดที่เราคิดขึ้นมาเองจะเป็นไอเดียที่เรายอมทุ่มเททำเต็มที่ มากกว่าเป็นไอเดียที่คนอื่นมาบอกให้ทำ แต่หากทำตามเพราะเชื่อเขานั้น จะเหมือนกับว่าไม่ได้เต็มที่กับสิ่งนั้นๆ”
ที่ผ่านมาผู้ที่ทำหน้าที่เป็นโค้ชชิ่งในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะออกมาในรูปแบบที่ปรึกษา ซึ่งบางทีจะทำให้เกิดความรู้สึกสับสนได้เหมือนกัน เพราะถ้าหากแนวทางแก้ปัญหาไม่ได้คิดด้วยตนเองก็จะไม่มีความภาคภูมิใจ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่จะชอบการคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง หรือหาไอเดียเพื่อช่วยเขาคิด ขณะที่บรรดาลูกน้องจะชอบเจ้านายที่สามารถโค้ชชิ่งเขาได้เช่นกัน จะไม่ชอบนายที่มาสั่งให้เขาทำโน่นนี่
“ที่ผ่านมาผมทำอาชีพนี้ที่สหรัฐอเมริกา ก็จะมีคนที่นั่นมาจ้างไปเป็นโค้ชชิ่ง ก็มีลูกค้าเยอะและก็มีในรูปแบบที่มาจ้างแบบตัวต่อตัว และการมีรูปแบบบริษัทที่มาจ้างให้โค้ชกับคนจำนวนมาก ตารางการทำงานก็จะมากขึ้นตาม ถ้าหากรู้ว่าเรามีฝีมือในการเป็นโค้ชชิ่ง”
ดอย ย้ำว่า สิ่งที่สถาบันเร่งทำตอนนี้คือพยายามสร้างทีมโค้ชชิ่งคนไทย ตอนนี้มีคนที่จบโปรแกรมของสถาบันแล้วประมาณ 20 คน ผ่านการฝึกอบรมจากสถาบัน ปัจจุบันมีลูกค้าในสิงคโปร์ให้ความสนใจ พอเขารู้ว่าจะมาจัดพวกคอร์สเหล่านี้ในเมืองไทย และคนในสหรัฐอเมริกาก็สนใจมาเรียนที่ประเทศไทย เพราะมองว่าเป็นโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกับคนในประเทศเขาที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
หากสามารถพัฒนาประเทศไทยให้เป็นฮับหรือศูนย์กลางการเรียนด้านโค้ชชิ่งและทักษะการเป็นผู้นำ เชื่อว่าจะมีคนเข้ามาเรียน อีกทั้งไทยเป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ จึงทำให้เกิดความได้เปรียบมากกว่าประเทศอื่น
อย่างไรก็ตาม การจะเป็นโค้ชชิ่งที่ดีนั้นต้องอาศัยเทคนิคการละครมาใช้ เพื่อช่วยฝึกการใช้เสียง ฝึกการแสดงออกสีหน้าท่าทาง เพื่อให้คนรู้สึกมีความสุขหรือเศร้า แต่ต้องทำให้มาจากใจ โดยสิ่งสำคัญในการเป็นโค้ชคือต้องมีมุมมองทัศนคติ โดยต้องเป็นคนที่เชื่อว่าทางออกทางแก้ปัญหาไม่ได้มีแค่ทางเดียว ต้องเป็นคนที่มีมุมมองเปิดกว้างที่จะหาไอเดียใหม่ๆ เนื่องจากคนที่ไม่มีมุมมองเปิดทักษะต่างๆ เขาอาจจะนำไปใช้ไม่เป็น เหมือนกับการที่เราติดยึดกับไอเดียของตนเองคนเดียว และไม่รับฟังไอเดียของคนอื่น
สิ่งที่สำคัญถึงแม้จะรู้วิธีการโค้ชชิ่ง แต่อาจจะใช้ไม่ได้เนื่องจากไม่ได้มีทัศนคติที่ดี เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเรียนกับทางสถาบัน สิ่งแรกที่จำเป็นต้องมองหา คือ มุมมองทัศนคติของคุณเป็นคนอย่างไร เริ่มจาก 1.ต้องเป็นคนที่คิดจะช่วยเหลือคนอื่น 2.ต้องเชื่อว่ามีแนวคิดหลายรูปแบบช่วยแก้ปัญหาได้ 3.เป็นคนที่มีความใคร่รู้จริงๆ และต้องการเข้าใจคนอย่างแท้จริง ทั้งนี้โค้ชชิ่งที่ประสบความสำเร็จต้องมี 3 แนวทางสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันอาชีพนี้มีความต้องการสูง แต่ปัจจุบันคนเก่งๆ ที่จะสามารถเข้าสู่อาชีพนี้ยังมีไม่มากพอ







